Sarinna's profileKee-Kra-TooKPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 15

    วันครอบครัว(ไม่)พร้อมหน้า

    ไม่ได้เขียน Blog นาน ชักจะ เขียนไม่ถูกซะแล้ว ครบ 1ปีแล้วนะ ที่ช้านออกมาจากที่เฮงซวยอย่าง MovingMind
    และการได้ SMS แสดงความยินดี ธนาคารกรุงไทยรับคุณเข้าร่วมงานในตำแหน่ง Manangement Trainee
    ช่วงเวลาที่มีความสุข และ ทุกข์ใจ พร้อมๆกัน ช่วงที่แย่ที่สุดที่ช้านได้ผ่านมาครั้งนั้น ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี
    และเกือบ 1 ปี เต็มแล้วนะ ที่ไม่ได้ เข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้ (ชักคิดถึงแล้วล่ะ)
    เพียงแค่โหลดหน้าเวบขึ้นมา ก็นึกถึงสมัยปี 4 ที่วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่อัพ Space ทุกวันๆ
    เขียน Blog แทบทุกวันเป็น Diary ส่วนตัวที่รวบรวมช่วงเวลาแห่งความสุขของช้านเอาไว้
     
    วันนี้วันครอบครัวปีแรก ที่สมาชิกของเราไม่ครบคนซะแล้ว
    เมื่อ 2 วันก่อน ช้านกลับบ้านมา พร้อมกับเห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง(ที่เอาไว้นอนเล่นชั้นล่าง)
    ช้านตะลึง ความรู้สึกตอนนั้นมันตกใจ + ประหลาดใจ + ดีใจ เข้าใจว่าป๊ากลับมาแล้ววว (รู้สึกเหมือนใจพองโต)
    เหมือนเวลาจะหยุดเดิน สักพักก็ตั้งสติได้
    กี่      : อ้าว กลับมาแล้วหรอ
    พี่ชาย : อืมม ....
    กี่      : ตกใจหมด
    พี่ชาย : ทำไม นึกว่าป๊าหรอ ?
     
    แล้วช้านก็กลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง ใจมันแฟบลงทันตา เมื่อต้องรับรู้ความจริงอีกครั้ง
    ป๊าไม่อยู่แล้วววว เข้าใจมั๊ยยย เมื่อกี๊แกดีใจอะไร ยังคิดว่าป๊าจะกลับมาหาแกอีกหรอ
     
    เฮ้อ เหนื่อยใจจังเลย !! ที่ต้องคอยต่อสู้กับความคิด ความเป็นจริง ทั้งที่ในใจมันยังแอบปลอบตัวเองว่า
     
    " ไม่จริงสักหน่อยยยยยยยย ป๊าไม่ได้ไปไหนนะ เดี๋ยวสักวันก็ได้เจอ "
     
    ช้านคงใกล้บ้าแล้วล่ะ ใครก็ได้ ช่วยพาช้านไปปรึกษาจิตแพทย์ที !!!
     
    ปล. แต่ฉันรู้สึกเหมือนมีป๊าอยู่ด้วยตลอดจริงๆนะ มันคงเป็นเพราะว่า ไม่ว่ากำลังทำอะไร หรือไปไหน
    ทุกที่ ทุกสิ่ง ก็มีเรื่องราวของป๊าที่เกี่ยวข้องด้วยเสมอ ป๊าจึงมีชีวิตอยู่กับฉัน อยู่ในความทรงจำของฉัน ที่ไม่มีใครพรากจากฉันได้อีกแล้ว

    เนื้อเพลง: เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป
    อัลบั้ม: Soundshake
    ศิลปิน: แคลช

    ความเป็นจริงวันนี้แม้ทำให้เราต้องปวดใจ
    แต่ฉันไม่ลืมภาพเธอได้เลย
    เก็บอยู่ในหัวใจฉัน คิดถึงและเป็นห่วงเธอ
    รักเธออยู่เสมอไม่เคยลบเลือน
    วันเวลาจะหมุนไปนานแสนนานสักเท่าไร
    อยากขอให้เธอมั่นใจสัญญา
    จะอยู่รอที่ตรงนี้ ฉันรู้เธอไม่กลับมา
    แต่ความรู้สึกจะไม่เลือนจากเธอ

    เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป ไม่ว่าอีกนานแสนนาน
    นานเท่าไรไม่ลืมเลือน
    ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน
    เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป
    เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป
    ไม่ว่าอีกนานแสนนาน นานเท่าไรไม่ลืมเลือน
    ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน
    เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป

    ไกลห่างคนละฟ้า แต่ด้วยรักและศรัทธา
    จะเชื่อมใจถึงกัน จะสัญญาด้วยหัวใจ
    ไม่มีใครแทนเธอ เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป
    ไม่ว่าอีกนานแสนนาน นานเท่าไรไม่ลืมเลือน
    ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน
    เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป
    ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน
    เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป...

    August 17

    ความซวยที่ไม่มีที่สิ้นสุด

    หันมาดู spacesตัวเองในวันนี้ มันจะรู้รึป่าวนะ
    ว่าตอนนี้เจ้าของมันเจอเรื่องราวต่างๆ มากมาย จนอัพ Blog ไม่ทัน
    1 ปีที่ผ่านมา ฉันไม่ค่อยจะได้อัพเลย ไม่ช่ายว่าไม่มีเรื่องจะเขียนนะ
    แต่มันมีเรื่องมากมาย จนฉันไม่รู้จะเขียนเล่าได้อย่างไรดี
    มีเรื่องเศร้าต่างๆผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย นับวันมันก็เหมือนปูทาง
    เพื่อที่ฉันจะได้เตรียมใจไปเจอเรื่องที่ร้ายแรงกว่านั้น
    ตอนแรกตั้งใจไว้ว่า สักวันเดี๋ยวจะมาอัพเหตุการณ์ที่ทำงานนรกของฉัน
    ที่อายเจ้านายแอ๊พแมนสุดนรกที่นามว่า อายเชี่ยกู้แห่ง MM(ชื่อย่อ)
    โรงเรียนกวดวิชาชื่อเสียงงั้นๆในหาดใหญ่กะ แม่มันอายแก่นรกปากเสีย
    ที่ฉันอยากสาปแช่งให้มันตายวันตายพรุ่งเหลือเกิน
    ด้วยความที่ฉันคงหัวรุนแรงเกินไป ดื้อ ไม่ยอมคน ชอบเถียง ฉันจึงมีเรื่องราวบาดหมาง
    กันบ่อยเหลือเกินกับเจ้านายเชี่ยๆ ตัวนั้น กับ แม่เชี่ยๆ ของมันที่นามว่า นางเสาวลักษณ์
    ที่สั่งสอนกันมาให้เชี่ยตามกันและยังมีประชาสัมพันธ์ตอแหล เอาหน้า
    ด้วยเพราะไม่มีปัญญาจะไปไหน จากวุฒิปวช.การมาทำงานที่นี่ของมันจึงเต็มไปด้วย
    เกียรติยศสรรเสริญยิ่งนัก เพราะได้ทั้งเงินเดือนที่หมื่นกว่ามากกว่าวุฒิของมันเท่านึง
    แถมไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมากมาย แค่ความสามารถในการตอแหล
    ได้ถ้วยรางวัลอันดับหนึ่งของมัน มันก็ได้ความไว้วางใจและการเอาอกเอาใจสารพัด
    ประดุจว่าคลานตามออกมาจากคอกเชี่ยๆของนางเสาวลักษณ์
    ทุกวันที่ฉันทำงานที่นั่น ถ้าไม่นับวันที่ฉันได้สอนพิเศษเพียงอย่างเดียว
    คือวันเสาร์-อาทิตย์ ไม่เคยมีวันใดที่ช้านมีความสุข รายละเอียดไม่ขอเล่า
    เพราะมันมีเรื่องทุกวัน คนที่อยู่ใกล้ตัวฉันคงได้รับฟังเรื่องราวมามากพอแล้ว 
    จนกระทั่งประมาณปลายเดือนมีนาคม ฉันถูกขอให้ลาออก ด้วยความโง่บัดซบของฉัน
    ฉันจีงยอมเซ็นต์ใบลาออกอย่างง่ายดาย ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ฉันเสียดายครั้งที่1
    มันให้ฉันออกจากเหตุผลที่น่าฟังมากๆ คือ ฉันเล่นเนตในเวลางาน
    (หลักฐานคือการเช็คไฟล์ Cookie)ฉันเอาความเชี่ยของมันไปนินทา
    ฉันไม่ขยันเหมือนเพื่อนร่วมงานอีกคนที่เพิ่งมาทำงานไม่นาน
    แค่เอามาช่วยงานชั่วคราวจึงมีไฟแรงสูง
    ต่างกับฉันที่มันเจอแต่เรื่องเชี่ยๆมาตลอด1ปี จนไฟมอด
    มันผิดที่ช้านเลิกงานตรงเวลา ไม่เลิกดึกจนเกินหน้าที่เหมือนเพื่อนคนนั้น
    ฉันผิดที่ฉันไม่ยิ้มแย้ม ช่างพูดคุย ไม่เถียง ยอมคนง่ายๆ เหมือนเพื่อนคนนั้น
    ที่ยอมให้เกย์เชี่ยๆ แบบมันเอาเปรียบ ตอนนั้นฉันเสียใจมาก ร้องไห้อยู่หลายวัน
    สูญเสียความมั่นใจในตนเอง คิดว่าตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน ไม่เอาถ่านเสียมากๆ
    เค้าจึงอยากให้ฉันออกนัก ที่จริงเค้าไม่จำเป็นต้องให้ฉันออกเลย
    เพราะอีกไม่กี่วันฉันกำลังจะลาออกอยู่แล้ว
    ซึ่งมันคงรับรู้ได้เช่นกันว่าฉันจะลาออก มันจึงหาคนทำงานแทน
    ฉันเรียบร้อย มันจึงไม่เดือดร้อนอะไรแล้ว หลังจากออกจากที่นั่นมาไม่ใช่ว่าเรื่องจะจบง่ายๆ นะ
    แต่มันแค้นเหลือเกิน ถ้าฉันเขียนไปคงเป็นการตอกย้ำความแค้นของฉันมากไปกว่านี้
    หลังจากนั้นเพียงสัปดาห์นึง ฉันก็ได้ข่าวว่าฉันผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานธนาคารกรุงไทย
    ในตำแหน่ง Management Trainee ซึ่งนับเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับรอบปีนี้ ที่ผ่านมา
    ทำให้ฉันต้องขึ้นลงกรุงเทพ-หาดใหญ่บ่อยมาก จนเงินสะสมฉันหมดไป บางคนอาจสงสัย
    ว่าทำไมฉันถึงขึ้นลงบ่อยขนาดนั้น ภายใน 3 เดือน ฉันขึ้นลงกรุงเทพ-หาดใหญ่ ไป 5-6 เที่ยว
    จะทำอย่างไรได้ ทางเลือกของฉันมันไม่มากนัก ฉันทุกข์ทรมานด้วยความเป็นห่วงทางบ้าน
    ป๊าป่วยหนัก และทรุดลงอย่างรวดเร็วจากโรคมะเร็งปอด จนตอนนั้นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
    ภาระจึงหนักไปอยู่ที่ม๊า ที่ต้องดูแลงานบ้าน ค้าขาย
    และแบกร่างที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ของป๊าในการทำธุระส่วนตัวต่างๆ
    ฉันเองก็งี่เง่า ไร้ความสามารถ ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย
    มัวแต่คิดว่าป๊าไม่ได้เป็นอะไรมาก
    ยังร่อนเร่อยู่ในกรุงเทพตั้งหลายวันไม่รีบกลับไปดูแลป๊า
    (และมันคือตราบาปในจิตใจของฉันจนทุกวันนี้)
    แม้ตอนนั้นฉันจะเสียใจทุกข์ทรมานมากเพียงใด
    แต่ตอนนี้มันก็คงเป็นเรื่องขี้ประติ๋วสำหรับชีวิตฉัน
    เพราะ ตอนนี้ฉันเจอเรื่องที่มันเศร้ากว่านั้น มากมายหลายเท่านัก
    วันที่ 24 มิถุนายน 2550 วันที่ฉันคงไม่มีวันลืมเลือนตลอดชีวิตนี้
    วันที่ฉันสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของฉัน นั่นก็คือ ป๊าของฉันนั่นเอง
    ป๊าจากไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งที่มันลุกลามไปส่วนต่างๆของร่างกายอย่างรวดเร็ว
    จากปอดไปสู่กระดูก ไปสมอง ไปไต รวมระยะเวลาตั้งแต่รู้ตัวว่าเป็นโรค ก็ 7 เดือน
    แม้หลังๆฉันพยายามทำใจล่วงหน้าเสมอมา แต่พอเอาเข้าจริงๆ
    ฉันก็ยังไม่อาจรับความจริงได้เลยว่าฉันจะไม่ได้พบเจอป๊าของฉันอีกต่อไปแล้วจริงๆ
    บางครั้งก็ยังคิดหลอกตัวเองว่า ป๊าไม่ได้ไปไหนเดี๋ยวป๊าก็กลับมา
    ทั้งที่ในใจลึกๆมันก็ค้านกับความคิดเสมอว่า มันไม่มีวันนั้นอีกต่อไปแล้วว...
    ทุกวันนี้ฉันยังคงเห็นรูปถ่ายป๊า รูปถ่ายที่ฉันคัดเลือกเองเพื่อนำไปขยายเป็นรูปใหญ่
    วางไว้ในงานศพของป๊า ซึ่งก็คือรูปถ่ายในวันงานรับปริญญาของฉัน
    รูปที่ป๊ายืนอยู่ข้างๆฉันหน้าลานพระบิดา ก่อนหน้าวันที่ป๊าจะรู้ตัวว่าตัวเองเป็นมะเร็งได้ 2เดือน
    ก่อนวันที่ป๊าจะเสียไป ประมาณ 9 เดือนในรูปป๊ายังคงดูหนุ่ม ยังสดใส แข็งแรงดี
    ตอนนี้รูปถ่ายนั้นถูกวางไว้ที่โต๊ะบูชา ให้ฉันได้เห็นหน้าผู้ชายที่เท่ห์และหน้าตาดีที่สุดในสายตาฉัน
    มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าป๊ายังอยู่กับฉันไม่จากไปไหน ไม่ว่าไปที่ไหน
    ไม่ว่าจะทำอะไร ฉันก็มักนึกถึงภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่มันเกี่ยวข้องกับป๊า ป๊าชอบดูหนังจีนกำลังภายใน
    แม้ฉันจะไม่ค่อยดู ฉันคงต้องดูตามป๊าไป ตอนนี้ไม่มีป๊าจึงไม่ค่อยได้ดูหนังจีนกำลังภายในอีกเลย
    ป๊าชอบปั่นจักรยานไปทั่วเมืองหาดใหญ่ เพราะขี่มอเตอร์ไซต์ไม่เป็น ป๊าเป็นคนเฮฮาชอบเล่นชอบแหย่
    กับคนรอบข้าง ป๊าเป็นคนขยันไม่อยู่นิ่ง ป๊าไม่ค่อยบ่น ไม่ค่อยด่า ใจดีกับเราเสมอแม้ว่าฉันจะหนีเที่ยว
    ฉันจึงไม่ค่อยกลัวป๊าเลยตั้งแต่เด็ก ป๊าเป็นคนแข็งแรง ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นป๊าไม่สบายเลย
    เพิ่งมาเห็นก็ตอนป๊าเป็นมะเร็ง ป๊าเป็นคนอดทนแม้จะป่วยหนักในวาระสุดท้ายของชีวิต
    ป๊าก็ไม่เคยบ่น ไม่หงุดหงิด ไม่พาลใส่คนรอบข้าง จึงดูไม่เหมือนคนป่วยหนักเลยสักนิด
     แถมยังขอโทษแม่ของเราที่ป๊าทำให้ต้องลำบากมาดูแล
    ทุกวันนี้ฉันก็ยังคงเศร้าอยู่ ขณะที่กำลังเขียนอยู่น้ำตาฉันก็พาลจะไหลให้ได้ 
      2 เดือนแล้ว ที่ป๊าหนีไปอยู่กับพี่สาวของฉัน หวังว่าคงสุขสบายดีนะ
    ฉันเชื่อว่าป๊ายังคงมองฉันอย่างเป็นห่วงอยู่ และจะเป็นกำลังใจให้ฉันตลอดไป
    สักวันนึงเราคงจะได้พบกัน อีกไม่กี่สิบปีก็ต้องถึงคิวของฉันที่จะตามไปเจอ
    .....ณ ดินแดนสักแห่งในภพนี้
     
    ปล. แม้แต่ในช่วงงานศพป๊า สัตว์เดรัชฉานที่ชื่อนางเสาวลักษณ์ ยังคงพูดจาทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง
    หลังจากที่มันทราบข่าวการเสียชีวิตของป๊าจากพี่ร่วมงานที่เก่าที่ฉันสนิทด้วย มันหาว่าฉันบอกข่าวเนื่องจาก
    ฉันอยากได้เงินทำบุญสวะ 100 บาท จากมัน ซึ่งเงินที่ได้รับมาจากมัน แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย
    แถมยังนินทาไม่เลิกลับหลังฉันอีกซึ่งฉันคิดว่าฉันจบไปนานแล้ว ไม่ได้ข้องเกี่ยวกันอีกจะหาเรื่องกันทำไม
    ซึ่งพี่ที่นำมาเล่าไม่ได้เล่าต่อเนื่องจากเห็นฉันเศร้ามากพอแล้ว
    ดังนั้นฉันจึงฝากประชาสัมพันธ์ต่อด้วยว่า ถ้าคุณไม่อยากโรคจิต ประสาทเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
    คุณอย่าเอาชีวิตไปข้องเกี่ยวกับที่ทำงานบัดซบอย่าง MM เด็ดขาด
    ใครมีลูกมีหลานมีน้อง ก็อย่าให้ไปเรียนเลยโรงเรียนเฮงซวยแบบนั้น ครูดีๆ ตอนนี้ลาออกหมดแล้ว
    เหลือครูคุณภาพด้อยๆ ที่ไม่มีาทางไป เท่านั้น เพราะชื่อเสียงเชี่ยๆ ของมันกระฉ่อน ตอนนี้ที่โรงเรียนกวดวิชา
    มันยังอยู่ได้ก็เนื่องจากบุญเก่า ชื่อเสียงเก่าที่ครูดีๆ เคยทำเอาไว้ ถ้าไม่อยากเสียเงินแพงๆโดยเปล่าประโยชน์
    ก็อย่าให้ไปเรียนเลย สาธุ 
    March 09

    จากสิมิลัน ------>สู่หมู่เกาะสุรินทร์

    "เมื่อมีเปรียบเทียบ จึงเกิดความแตกต่าง"
     จริงๆ ฉันว่าถ้าเราไม่เปรียบเทียบ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะเหมือนๆกันหมด
    ไม่มีอะไรดีกว่า ไม่มีอะไรแย่กว่า ให้รู้สึกแย่ๆ กานไป
    แต่ยังงัยฉันก็ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ไม่สามารถหลุดพ้นจากการเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ รอบตัว
    ดังนั้นรอบนี้ฉันจึงอดเปรียบเทียบไม่ได้ ระหว่างทริปสิมิลัน กับ ทริปหมู่เกาะสุรินทร์

    หมู่เกาะสิมิลัน VS หมู่เกาะสุรินทร์

    1. สมาชิกที่ไปด้วย

    นี่ก็เป็นปัจจัยสำคัญเหมือนกันนะ ไม่ว่าโปรแกรมทัวร์จะวางแผนมาอย่างดีเพียงใด
    สุดท้ายทริปนั้นจะสนุกหรือไม่สนุกมันขึ้นอยู่กับลูกทัวร์ช่วยกันสร้างสรรค์

    2. โปรแกรม-สถานที่ท่องเที่ยว

    แม้ว่าสมาชิกที่ไปด้วยจะสำคัญ แต่สถานที่ที่จะไปนั้น
     ก็นับว่าเป็นแรงจูงใจและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
    ถ้าหากเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ ย่อมมีแรงดึงดูดที่มหัศจรรย์ที่ดึงดูด ให้ผู้คนจำนวนมาก
    ( ทั้ง 2 ทริปฉันมีเพื่อนร่วมทาง 10 กว่าคน )มารวมตัวกานอย่างพร้อม เพรียง
    ซึ่งประเด็นนี้ จากที่ฉันได้ไปเห็นด้วยสองตาฉันเอง ฉันให้เทใจให้คะแนนความสวยงามของหาดทราย
    น้ำทะล ปะการัง ทิวทัศน์ และ ฝูงปลาไปทางหมู่เกาะสิมิลัน 10 คะแนน หมู่เกาะสุรินทร์ 8 คะแนน

    3. Service ของไกด์

    รู้สึกว่าทริปนี้ ไกด์จะขี้เกียจไปหน่อยนะแถมได้ข่าวมาจากฝนว่า
    พี่ไกด์คนนี้เพิ่งนำเที่ยวกรุ๊ปเราเป็นกลุ่มแรก แม้แต่ชื่อสถานที่ท่องเที่ยวยังไม่รู้จักบอกให้ไปถามมอแกน
    (แล้วมันจะยึดอาชีพไกด์ทำไมฟ่ะ) แถมพาไปดำน้ำน้อย ปล่อยช้านกลับที่พักตั้งแต่
    บ่าย3 พาไปดำน้ำแต่ละที่ก็ปะการังตายเกลี้ยง ไม่มีแนะนำสถานที่
    (คงเป็นเพราะมันก็ไม่รู้จัก) เทียบกับสิมิลัน พี่ไกด์ดูแลเราดีมากๆเลย พวกเราขออะไร ก็ จาจัดห้ายยคร๊าบบบบ

    4. ช่วงวัน-เวลาที่ไปเป็นวันหยุดยาว

    เนื่องจากทริปหมู่เกาะสุรินทร์คราวนี้ไปกันตรงกับวันหยุด 3 วัน จึงทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเยอะมาก
    ได้ข่าวมาแว่วๆ ว่า ช่วงวันที่ 3-5 มีนาคม 2550 มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมหมู่เกาะสุรินทร์นับ 1,000 กว่าคน
    ทำให้บรรยากาศแบบชายหาดส่วนตัวแบบทริปสิมิลันหายไป กลายเป็นเข้าค่ายทหาร กักกันซะ

    5. สปีดโบ๊ท-เรือหางยาว

    มีคนนึงในทริปฉันนี่ล่ะ เค้าบอกว่า เค้านั่งสปีดโบ๊ทแล้วเมาเรือ ส่วนฉัน
    ฉันว่าไปกะสปีดโบ๊ทเหอะ เพราะทริปนี้ฉันนั่งเรือกันทั้งวันเลย
    (ระหว่าง 3 วันนี้ ใช้เวลาอยู่บนเรือหางยาวนานมากกว่าจะถึงจุดดำน้ำ)

    6. ความอยากไป การเตรียมตัว

    เหมือนกับว่าปีก่อนทริปสิมิลัน ฉันตื่นเต้นอยากไปมากๆเลย ส่วนปีนี้กลับชิวๆ

    7. ความพร้อมของร่างกาย

    ทริปนี้ฉันดันไม่สบายระหว่างทริปด้วย (ท้องเสีย+เป็นไข้วันที่ 2 ของการเที่ยว)
    บอกได้คำเดียวว่าหมดแรง..... ม่ายหว๋ายยยยยยย เลยยยย ไม่สบายตอนไปเที่ยวนี่ มันแย่จริงๆ เลยนะ

    8. อาหาร-ที่พัก

    ความประทับใจสุดๆในทริปสิมิลัน ที่ฉันจำได้ไม่ลืมคืออาหาร เพราะว่ามัน อร่อยมากกๆๆๆ
    แถมที่พักก็ ติดทะเล ใกล้ๆ จุดที่ขึ้นเรือ ส่วนทริปหมู่กาะสุรินทร์ทำเราท้องเสีย TT_TT
    ส่วนที่พักของหมู่เกาะสุรินทร์ (หาดไม้งาม) ห่างจากจุดที่ลงเรือ 200 เมตร
    เดินหิ้วของกานเหนื่อย (โดยเฉพาะตอนขากลับ ฉัน ไม่สบายยยยน๊า แบบว่าหมดแรง)

    9. อุปสรรคในการเดินทาง

    ตั้งแต่ตอนนั่งเรือเฟอร์รี่ตอนขาไปแล้ว เรือเสียจอดนิ่งกลางทะเล
    เจอตำรวจน้ำมาตรวจ นั่งกานกว่าจะถึงเกาะ 4 ชม. กว่าๆ เซงกานไปเยย
    แถมเรือเล็กที่ช้านนั่งไปดำน้ำก็มักช้ากว่าเรือลำอื่นอยู่เสมอๆ (มันอะไรกานเนี่ย)



    นี่เป็นแค่การเปรียบเทียบจากประสบการณ์ของฉันเท่านั้น ถ้ามีโอกาสฉันก็อยากกลับไปอีกสักครั้ง
    ฉันเชื่อว่าหมู่เกาะสุรินทร์สวยไม่แพ้สิมิลันแน่นอน เพียงแต่ว่ารอบนี้มันมีหลายปัจจัย หรืออาจเป็นเพราะดวงฉันไม่ดีเอง
    ไว้รอบหน้า นายต้องแก้ตัวแล้วนะ ฉันจะให้โอกาสนายอีกแค่หนเดียวเท่านั้น “หมู่เกาะสุรินทร์”

    February 17

    รักนี้...ไม่กล้าบอกเธอ

    เพลง: รักเธอ
    ศิลปิน: โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

    >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

    เคยไหมบางทีที่เธอต้องการพูดอะไรออกไป
    เคยไหมบางทีคำพูดมันไม่ยอมตรงกันกับใจ
    ทั้งที่พยายามและไม่ว่าจะเตรียมตัวสักขนาดไหน
    เหมือนฉันอย่างที่กำลังเผชิญหน้าความเป็นจริง
    และถึงแม้ข้างในพยายามพูดออกไปให้หมดทุกสิ่ง
    อย่างที่ตั้งใจ
     
    แต่(ว่า)มันก็เหมือนเคย ไม่ว่าจะเปิดเผยสักเท่าไหร่
    เมื่อต้องพูดคำนั้น เสียงฉันมันก็หายไป
     
    อ่านปากของฉันนะว่า........อยากจะพูดอีกครั้งว่า........
    และจะเป็นอย่างนี้ กับเธอไม่ว่านานสักเท่าไหร่
    ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะรักใคร ไม่ต้องห่วงว่าฉันเปลี่ยนหัวใจ
    ฉันจะเป็นแบบนี้ จะ........ตลอดไป
     
    ฉันรู้ดีว่าบางทีมันก็ดูเหมือนน่ารำคาญ
    แต่ฉันจะพยายามที่จะพูดออกไปให้หมดทุกสิ่ง
    ให้หมดทั้งหัวใจ
     
    แต่(ว่า)มันก็เหมือนเคย ไม่ว่าจะเปิดเผยสักเท่าไหร่
    เมื่อต้องพูดคำนั้น เสียงฉันมันก็หายไป
     
    อ่านปากของฉันนะว่า........อยากจะพูดอีกครั้งว่า........
    และจะเป็นอย่างนี้ กับเธอไม่ว่านานสักเท่าไหร่
    ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะรักใคร ไม่ต้องห่วงว่าฉันเปลี่ยนหัวใจ
    ฉันจะเป็นแบบนี้ จะ........ตลอดไป
     
    จะย้ำในคำๆนี้ ว่ารักเธอ ไม่ยอมรักใคร
     
    ====================================

    อันนี้คิดเล่นๆ สมมุติสถานการณ์ว่ามีคู่รักคู่หนึ่ง
    ผู้ชาย: เอ่อ.....ผม  แบบว่า......ผม..........
    ผู้หญิง: อะไรหรอคะ
    ผู้ชาย: เอ่อ ผมพูดไม่ออกครับ ลองอ่านปากของผมนะว่า..........
    ผู้หญิง: -- -- "  ??? อะไรหว่า??
    ผู้ชาย: อ่า...อ่านปากไม่ออกหรอครับ  งั้นพูดอีกครั้งนะครับว่า.......
    ผู้หญิง: เพี๊ยะ.... (ตบหน้าผู้ชายไป 1 ฉาด) นี่นายด่าช้านเรอะ
    ผู้ชาย: แป่วววว เข้าจายยยผิดแย้ววววววว  -_-''

    ไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ้างรึป่าวนะในชีวิตจริง
    แต่มันดูขัดใจพิลึกเหมือนกันนะ เมื่อไหร่มันจะพูดสักทีเนี่ยย
    มัวมาให้อีกฝ่ายนั่งอ่านปาก แล้วชาตินี้ มันจะรู้เรื่องกันมั๊ย
    มีคนเคยถามฉันว่า "ผู้หญิงถ้าหากไม่ได้ว่ารักออกไป
    เค้าจะไม่มีทางรับรู้ได้เลยหรอ ว่าผู้ชายเค้าคิดยังงัย"
    ฉันคิดว่า ผู้หญิงก็คงพอจะรู้ตัวบ้างแหล่ะ แต่อาจเป็น
    วัฒนธรรมหรืออะไรบางอย่างที่สอนให้ผู้หญิงสงบเสงี่ยมจียมตัว(รึป่าวหว่า)
    เลยทำให้ถึงแม้ว่าพอจะรู้ตัว แต่ก็ยังไม่กล้าสรุป กลัวว่าจะคิดไปเอง
    กลัวว่าจริงๆ แล้ว เขาอาจจะทำแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนก็ได้
    แบบว่าบังเอิญเขาอาจเป็นสุภาพบุรุษ ใจดีกับ(ผู้หญิง)ทุกคน
    ขืนคิดไปเอง ก็ดูเหมือนว่าหลงตัวเองสิ ..(มารู้ทีหลังเสียฟอร์มแย่ :P )
    อีกเรื่องที่มักมาควบคู่กับคือ ต่างฝ่ายต่างฟอร์มจัด
    ต่างคนต่างคิดว่าอีกฝ่ายเค้าคงไม่มองเราหรอก ถ้าฉันบอกออกไป
    เค้าอาจเกลียดจนไม่ยอมคุยกับฉันไปเลยก็ได้ จนทำให้มีอุบัติเหตุของความรักเสมอๆ
    เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้บ้างรึป่าว ต่างคนต่างรัก แต่ไม่กล้าเปิดเผยความในใจออกไป
    จนอีกฝ่ายถอดใจไป มันน่าเสียดายออกนะ  ฉันว่าแบบนี้สู้อกหักไปเลยให้รู้แล้วรู้รอดยังจะดีซะกว่า ว่าป่ะ
     
    หากรักใคร ก็รีบๆ บอกเค้าไปเหอะนะ ขอเป็นกำลังใจให้แค่คนที่มีความรัก....ขอให้สมหวังในความรักทุกคน สู้เค้า ทาเคชิ!!
     
    อยากเห็นโลกนี้มีแต่คนรักกัน
     
    "ใครจะไปคิดเอาเอง ว่าเธอนั้นมีใจ ง่ายเกินไป เหมือนว่าหลงตัวเอง
    เอ่ยไปเลยว่ารัก ไม่ต้องเกรงใจใคร จะยากอะไร แค่บอกว่าฉันรักเธอ"
     
    October 21

    วันรับปริญญา

    ConGratulation สัญลักษณ์ของความพากเพียรเรียนมา เกือบ 20 ปี
    ไม่ได้อัพนานแล้วนะเนี่ย ขอมาอัพย้อนหลังหน่อย หลังจากเอารูปมาปล่อยในเสปซ
    ให้ท่านๆที่request กานว่าให้เอารูปมาโชว์หน่อย อิอิ
    รู้สึกว่างานรับปริญญาหนนี้เรื่องเยอะเหมือนกานนะ

    เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 16 ก.ย. 46
    วันที่เพื่อนๆ เริ่มจะทยอยๆ ลงมากันเกือบพร้อมหน้าพร้อมตา
    พร้อมทั้งการนัดเที่ยวกันล่วงหน้าเกือบเดือนสำหรับวันนี้ ก็เกิดเหตุการณ์วางระเบิดใกล้ๆมังกี้ผับ
    (ซึ่งเป็นผับที่ไปกันบ่อย)แต่ดีนะ ที่อายกบมันเบื่อมังกี้ซะก่อน จากความที่มันไปบ่อย
    มันเลยยืนกรานว่าจะไปชูการ์บีท เท่านั้น ทุกคนจึงปลอดภัยครบ 32 ประการดี 555+
    แต่จากเหตุการณ์วางระเบิดนี่เอง ทำให้การเที่ยวในวันนั้นจึงกร่อยๆ จากความเป็นห่วงของทางบ้าน

    วันอาทิตย์ที่ 17 ก.ย.
    กลางวันไปทำงานตามปกติ ตกเย็นก็ไปเลี้ยงที่บ้านขวัญกาน และนั่งเล่นไพ่(อีกแระ หุหุ)

    วันจันทร์ที่ 18 ก.ย.
    วันแรกของการลาหยุด วันนี้เลยนอนตุนซะเต็มอิ่มเลย แล้วก็ไปเอาชุดครุย ตบท้ายด้วย
    ไปงานเลี้ยงกันเองของเอกการเงินที่ต้นตาล (เงินเอกเหลือ)

    วันอังคารที่ 19 ก.ย.วันซ้อมย่อย
    ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศการพบปะเพื่อนเก่าพูดคุย Happy สุดๆ
    ทำให้นึกถึงตอนสมัยเรียนเลย สงสารพวกชื่อหลังๆ ที่ต้องเดินขึ้นเดินลงจากชั้น1-3 ตอนซ้อมรับของคณะ
    (ที่จริงเราก็ต้องเป็นแบบนั้น แต่ดีนะที่ได้เกียรติ์นิยมอันดับ2 เลยได้อยู่หน้าๆ เดินนิดเดียวถึง หุหุ)
     และแล้วในคืนนั้นเหตุการณ์ปฏิวัติก็เกิดขึ้น และมีข่าวการกู้ระเบิดในมอ.
    จนทำให้เรานอนดึกไปด้วยข่าวลือว่าเค้าคงจะเลื่อนวันรับปริญญาออกไป
    และด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเรานั่นเอง

    วันพุธที่ 20 ก.ย. วันซ้อมใหญ่
    โอ๊ยยย เพิ่งได้นอน 2 ชั่วโมงเอง ต้องตื่นแล้วหรอ ฮือๆๆ ปรากฏว่า เมื่อวานได้นอนตอน ตี 1 ครึ่ง
    ตื่น ตี 3 ครึ่ง เพื่อไป แต่งหน้าที่โรงแรม city park ที่เพื่อนของอายฝนพักอยู่ เนื่องจากเราไปแต่งหน้ากับพ่สาวของเพื่อนอายฝน
    ซึ่งคิดค่าแต่งหน้าถูกมากๆ 350 บาทเท่านั้น หุหุ แต่วันซ้อมนี่ เค้าไม่ได้กันคิ้วให้ ผลก็คือ กลายเป็นชินจังเลย (คิ้วหนาเยยง่ะ)
    ระหว่างที่อยู่ในห้องประชุม ก็มีอาการปวดหัว คลื้นไส้ อ่อนเพลียไปตามเรื่อง จนสุดท้ายก็หลับจนปวดคอไปเลย
    (เหลือเชื่อว่าหลับไปได้งัยเก้าอี้แข็งๆ หลับลำบากโคด) กลับมาบ้านก็หลับเป็นตายตอนเย็นไปอีก 1 รอบ ตื่นมาเล่นเนต แล้วนอนต่อตอนเที่ยงคืน

    วันพฤหัสที่ 21 ก.ย. วันรับจริงแล้ว
    วันนี้ตื่นตี 3 ครึ่งเหมือนเดิม แต่ได้นอนมากกว่าเดิมเป็น ได้นอน 3 ชั่วโมงครึ่ง (ยังไม่นับที่นอนตอนหัวเย็น)
    นับว่าเป็นวันที่วุ่นวายอีก 1 วัน กว่าจะเจอญาติ ก็ปาเข้าไปเกือบเข้าหอประชุมแหน่ะ เพราะเราต้องเข้าหอประชุมตอน 10 โมง กว่าจะเจอที่บ้านกะ ปาเข้าไป 9 โมงแย้ว แล้วกล้องถ่ายรูปเจ้ากรรม ก้อ ดันแบตเสื่อมทำให้ถ่ายรูปไม่ซะใจเลย ฮือๆ ดีนะที่ไปพลอยกล้องเพื่อนๆ เอาไว้ รวมๆ แล้วทั้งหมดก็ประมาณ 200-300 รูปได้แหล่ะ น้อยป่าว เหตุการณ์ในหอประชุมวันนี้นั่งกันทรมาณมากๆเลย ตั้งแต่ 10โมงไปจน 5 โมงเย็นข้าวปลาไม่ตกถึงท้องตั้งแต่เช้า มีเพียงขนมปังที่เค้าแจกให้ในหอประชุมกับน้ำ แต่ก็แปลกนะที่วันนั้นไม่ค่อยหิว(หรือหิวจนหายหิวก็ไม่รู้)รอจนหายตื่นเต้นไปเลย ภาพตอนเอางานคงหน้าเอ๋อน่าดู มีเพื่อนบางคนเอางานผิดด้วย ส่วนเราถอนสายบัวผิดซะงั้น 55++
     จบท้ายวันนั้นด้วยการไปกินข้าวกานที่ร้านอะไรแล้วหว่า จำชื่อไม่ได้ แต่บรรยากาศดีมากเลย แถมเบาะโคดนิ่ม จนเกือบทำให้เราหลับในร้านไปเลย

    วันศุกร์ที่ 22 ก.ย.  วันรับจริงของคณะอื่น
    คราวนี้ถึงตาเพื่อนแล้ว ที่จริงตั้งใจจะไปถ่ายรูปด้วยนะ แต่โทษทีง่ะ ตื่นไม่รอด เหอๆ ตอนจนเที่ยง แล้วลุกขึ้นแต่งตัวเข้าไปถ่ายรูปเล่นกะเพื่อนๆ ในมอ. ได้เห็นภาพพระบิดาที่ไม่มีคนแย้วว กิกิ
     
    **สุดท้ายแล้วงานรับปริญญาของมอ.คราวนี้ วุ่นวายดีจริงๆ เค้าจึงเรียกรุ่นเราว่า "บัณฑิตรุ่นระเบิดและปฏิวัติ" ภูมิใจนะเนี่ย แต่ก็มีความสุขมากๆ เลย เนื่องจากงานรับปริญญาคราวนี้ทำให้เราได้รับของขวัญมากมายแม้ว่าเราต้องเสียค่าใช้จ่ายทุกอย่างเองหมดเป็นจำนวนเงินหลายบาทเหมือนกัน แต่ก้ยังกำไร เพราะเราได้ทองจากม่าม๊า+ปะป๊า ได้นาฬิกา จากน้องๆในสายรหัส ได้รับกระเป๋าตังค์จากพี่อูน ได้รับของขวัญ+ช่อดอกไม้+อั่งเปา จากบรรดาญาติๆ เพื่อนๆ และน้องๆแถมรอบนี้ญาติเรามาเยอะใชได้เลย Happy สุดๆ เลยก๊ะ ถือเป็นช่วงที่มีความสุขมากๆ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเลยล่ะ **
     
    ปล.1 หลังจากงานรับปริญญาก็มีงานแต่งงานของญาติเราอีก ในวันจันทร์ ทำให้รวมแล้ว เราลาหยุดงานไป 6 วัน คือตั้งแต่ จันทร์ที่ 18-25 ก.ย. เหมือนปิดเทอมไป 8 วัน หุหุ หยุดจนหมดแรงทำงานเลย

    ปล.2 ในสัญญาระบุว่าเราสามารถลาหยุดไม่ว่ากรณีเชี่ยอะไรก็ตาม 10 วันตลอดสัญญา (15 เดือน) แย่แระ เราเหลือแค่ 4 วันถ้าเราเป็นอีสุกอีใสเราจะได้นอนพักแค่ 4 วัน แล้วหลังจากนั้นเราจะไปแพร่เชื้อ  55++
    October 13

    ***Have you found one yet?***

    ***Love is searching for another heart.***

    ***Just follow your heart and you will find one.***


    ตามหัวใจของคุณไป...


    และแล้ว... คุณจะได้พบหัวใจของใครสักคน

     

    แด่...ทุกคนที่กำลังสับสนในความรัก

    จงใช้หัวใจนำทางคุณไป....

    หากคนนี้ยังไม่ใช่ ไม่เปนไรหาใหม่

    สักวันต้องเจอคนที่ใช่แน่นอน...

    เป็นกำลังใจให้กับนักสู้ทุกคน...

    July 05

    ธนาคารกรุงเทพ VS MovingMinds

     
     

     

     

     

    ธนาคารกรุงเทพเรียกเราไปทำงานแหล่ะ ตำแหน่งเทลเลอร์

    แต่เราบอกเค้าไปว่า เราติดสัญญาทำงานที่MovingMinds

    ครั้งหนึ่งอยากทำงานธนาคารมากๆๆๆและไม่อยากทำงานที่

     MovingMindsเลย แต่ตอนนี้กลับต้องมา

    ปฏิเสธงานที่เคยอยากทำมากที่สุด

    และทำงานที่คิดอยากทำเป็นที่สุดท้าย แปลกดีแฮะ!

    เราตัดสินใจถูกป่าวหว่าที่ปฏิเสธไป?

    เพื่อเงิน เพื่อความก้าวหน้า ความมั่นคง หรือเพื่อความถูกต้อง

    สิ่งไหนควรทำ หรือไม่ควรทำ ?

    เราอยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร

    แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้เลย....

     

      

     

    July 03

    ผ่านโปรมาได้แล้วววจ้า...

     

     


     

    เดือนนี้เดือนกรกฎาคมแล้ว

     ซึ่งแปลว่า เดือนนี้เป็นเดือนที่ 4 ของการทำงาน
    นั่นก็แสดงว่า เราทำงานมาได้ 3 เดือนแล้ว
    หรือเค้าเรียกว่าผ่านโปรแล้วนั่นเอง
    เหลือเชื่อรึป่าว ที่เราทำงานมาได้ 3 เดือนแล้ว
    (เหลือเชื่อเนาะ ว่าจะอยู่รอดมาได้)
    3 เดือนแล้วนะเนี่ย เร็วเหมือนกันเนอะ
    ตอนนี้ ก็เท่ากับว่าเราผ่านโปรแล้ว

     

    ขอย้ำอีกครั้ง...เราผ่านโปรแล้วจ้า!!!


    (แล้วงัยล่ะมันมีความสำคัญยังงัยหรอผ่านโปร)
    ก็แบบว่า เงินเดือนเราก้อจะขึ้นน่ะสิ เย่ๆ
    ตอนนี้งานเราก็เหมือนจะหนักขึ้น
    เพราะเราทั้งสอนและทำงานอื่นๆ
    ที่คุณพี่เค้าบอกว่าเป็นงานบริหาร
    แต่ยังงัยเราก็รู้สึกว่างานจับฉ่ายอยู่ดี
    แถมบางทีมีใช้เพลินไปล้างแก้ว
    เปิดประตูซะงั้น (ยังกับคนใช้)
    แต่ช่วงนี้เราพยายามไม่คิดมาก
    เพราะว่าเราพยายามคิดแต่ข้อดีไว้น่ะสิ

    ข้อดีของการทำงานที่MovingMinds
         1. งานนี้ทำให้เราตื่นสายได้ เพราะที่ทำงานห่างจากบ้านเพียงไม่ถึง 5นาที (เดี๋ยวนี้บางวันเราตื่น 8.30น.ทำงาน 9 โมง)  


         2. ไปสายได้ เพราะเราเป็นคนแรกที่ไปทำงาน และเปิดประตู (ถ้าไม่นับคนทำความสะอาดที่จะมาก่อนเรา)
    ไม่ต้องตอกบัตร หรือหักมาสาย (ที่เรามักจะสายประจำ)


         3. ประหยัดเงินค่าข้าวเที่ยง เนื่องจากกลับมากินข้าวที่บ้านทุกวัน


         4. ประหยัดเงินค่าเช่าหอ เพราะอยู่บ้าน


         5. ช่วงนี้ไม่ค่อยเจอหน้าคุณนพดลเท่าไร่ เนื่องจากถ้าหากพี่แกอยู่ที่ไหน เราจะพยายามทำตัวยุ่งๆอยู่อีกที่ 


         6. ได้หยุด 2 วัน แม้มันจะได้หยุดไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านก็เหอะ(วันหัส และ ศุกร์)


         7. เพื่อเงิน เงิน และ เงิน เท่านั้น (ที่เราพยายามท่องไว้ อิอิ)


     และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดเลยก็เห็นจะเป็นเราจะได้ "improve my English skill"
    (ไวยากรณ์ถูกป่าว ซู่ชิงช่วยตรวจทาน)
    เนื่องจาก ตอนนี้เค้ามีแผนที่จะทำ vcd สอนภาษาอังกฤษวางขายทั่วประเทศ
    ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นประชุม และ เตรียมการ
    ตอนนี้เวลาประชุม เค้าชอบพูดภาษาอังกฤษกัน
    เนื่องจาก มีผู้ร่วมงานเป็นNative speaker
    หรือ ที่เราเรียกว่าพวกฝรั่งนั่นแหล่ะ มาร่วมงานด้วย
    ดังนั้นเราจึงรู้สึกโง่มาก เวลาประชุม
    เพราะเราเป็นคนเดียวที่ฟังเค้าพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง
    (ในขณะที่คนอื่นเค้ารู้เรื่องกัน)
    และตอนนี้ เราไปลงคอร์สเรียน
    conversation ที่EF ด้วย
    (อันนี้ต้องลองดูกันอีกที เนื่องจากค่าเรียนค่อนข้างสูง)
    และเราคิดว่าในฐานะที่เราก็เป็นหนึ่งในทีมงานที่ต้องทำVCD อันนี้ เราคิดว่าเราน่าจะรู้เรื่องภาษาอังกฤษมากขึ้น
    เพราะเราต้องช่วยเตรียมเนื้อหา จัดหาพิธีกร ถ่ายทำ ตรวจสอบ ฯลฯ กว่าจะเสร็จเราคงดูกาน
    ไม่ต่ำกว่า 10 รอบ มันก็น่าจะซึมซับบ้างแหล่ะเนาะ ว่าป่ะ

    ปล.
         - เดี๋ยวนี้เราเริ่มรู้สึกว่า เราอ่านหนังสือมากขึ้นมากๆ เพราะต้องหาข้อมูลเยอะ (เริ่มเป็นหนอน)
     
         - ตอนนี้โทรมมากๆเลย สิวขึ้นเป็นผดเลย วันนี้เพิ่งบีบสิวที่กลางหน้าผากไป เหมือนเด๋อ ดอกสะเดาเลย
    (แย่จังเพราะปกติไม่ค่อยเป็นสิว แต่นี่สิวผุดเพียบเลย)

         - ดำ+อ้วนขึ้นด้วย (กลายเป็นอ้วนดำๆ)

         - ตอนนี้กำลังไม่สบายนิดๆ (เริ่มหายแล้ว)

    รู้สึกเริ่มแย่ แฮะ พอดีกว่า ไว้จะพยายามมาอัพอีกจ้า

    คิดถึงเพื่อนๆ เน่อ

     

     

     

    May 15

    จะเปิดเทอมแล้ว...คิดถึงมอ.จัง

         
    แบบว่า...โดนสาวขวัญเม้นท์มาว่า เป็นสเปซดองค้างเดือน
    ก็เลยถือโอกาสมาอัพซะเลย
    ก่อนอื่นต้องขอบอกเหตุผลก่อนว่า ที่ไม่ได้อัพนานก็เพราะว่า
    ตอนนี้เราคงไม่มีเรื่องอะไรจะอัพนอกจากบ่นเรื่องงาน
    ซึ่งเราไม่อยากบ่นเรื่องงานลงสเปซเลย (เดี๋ยวคนอ่านจะเบื่อ หุหุ)
    เมื่อวันที่ 8 พค. มีเรื่องงานที่ทำให้เราน้ำตาตกอีกแล้ววว
    วันที่ 9 พค.เราจึงขอเปลี่ยนบรรยากาศไปสอบTMB ซะงั้น
    พอไปถึงโรงแรมเจบี ซึ่งเป็นสถานที่สอบ ประมาณ 8.55 น.
    (เวลาสอบ9.00 น.)พอเราได้จอดรถ ล็อครถเรียบร้อยดิบดี
    ทำท่าจะเดินข้ามถนนไปโรงแรม
    ส้นรองเท้าอันแหลมคมของเราก็ได้ไปสะดุดกะสะพานเหล็ก
    ที่เค้าจะใช้เอารถขึ้นบ้านอ่ะ(พอนึกภาพออกรึป่าว)
    ทำให้รองเท้าเราขาด ขาดแบบเหลือเชื่อว่าจะขาดได้
    แบบว่า เกี่ยวไปนิดเดียวเองจริงๆ (ขาดได้งัยฟ่ะ
    )
    เราจึงตัดสินใจกลับบ้านไปเปลี่ยนรองเท้า
    แทนที่จะเดินเท้าเปล่าเข้าไปสอบ จึงทำให้ เราไปสอบสาย
    โอ้ววว พระเจ้าจอร์จ!!
    และขณะที่กำลังวิ่งขึ้นบันไดขึ้นไป...
    ก็เกือบตกบันไดซะอีก(รองเท้าหลุด)
    เย้ย ทำไมมันโก๊ะแบบนี้
    กว่าจะไปถึงห้องสอบก็ใจแป่วไปหมดแล้ว
    พอเข้าห้องสอบไปก็เจอเค้ากำลังอ่านโจทย์ข้อสอบวัด EQ
    ไปแล้วประมาณครึ่งนึง (กำลังใจหายหมดแล้ว)พอเจอข้อสอบ
    โอ้ววว มันยากมากกๆๆๆๆๆ
    อยากกว่าข้อสอบอัฉริยะระดับ 5 ของ MOvingMinds ซะอีก
    แถมเยอะอีก เดาไม่ทัน
    ทำให้ลืมเดาข้อสอบวัด EQ ด้วย ผลที่ได้สอบตกเห็นๆ
    ส่วนเพื่อนๆ ชาวมอ.น่ะหรอ ผ่านกันตรึมเลย
    อย่างงี้แหล่ะ สงสัยMovingMinds มันเล่นของ
    ไม่อยากให้เราได้งานใหม่
     
     
    ตอนนี้มีน้องพาสทามที่เรียนอยู่ที่มอ. เค้าขอลาออก
    เนื่องจากเหตุผลว่าอยากทุ่มกะการเรียนเต็มที่
    ทำให้เราคิดถึงตอนเราทำงานที่นี่เป็นแค่ครูคาบติวพาสทามจัง
    อยากทำงานก็ทำ อยากเที่ยวอยากโดดก็ลางานซะงั้น
    ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก
    พอตอนนี้เราจะทำแบบนั้นมันก็ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
    และก็มีน้องอีกคนที่ตอนนี้ทราบผลแล้วว่า
    เอนทรานซ์ติดที่คณะศิลปศาสตร์ มอ.
    กำลังตื่นเต้นใหญ่เลย มาถามเราด้วยว่า
    "พี่กี่ จะเข้ามหาลัยเนี่ยต้องเตรียมตัวยังงัยบ้าง" ได้ยินปั๊บ
    นึกย้อนตอนเราเป็นเด็กปีหนึ่งแล้วรู้สึกว่า
    ชีวิตมหาลัยมันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว 4ปีแล้วหรือนี่
    แต่มันยังเหมือนไม่นานเท่าไร่เอง
    ที่เราเคยแอบร้องไห้ที่หอคนเดียว
    ตอนที่ปวดท้องเพราะเจ็บแผลไส้ติ่ง
    ที่เราเคยนั่งเหงาอยู่คนเดียวเพราะเมทไม่อยู่
    ที่ไปนอนตามห้องเพื่อนๆ ทำสุกี้กินกันในหอ
    ที่เคยเฮฮานั่งอ่านหนังสือใต้หอจนเช้า
    ช่วงเวลาของปีที่เรียกว่าเฟรชชี่ตอนนั้น
    เรายังคงจำความรู้สึกเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ
    เหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน
    นึกถึงคำพูดของบรรดารุ่นพี่ที่กลับมารับปริญญาในแต่ละรุ่นๆ
     
    "น้องๆ ชีวิตตอนเรียนน่ะ มันสนุกที่สุดแล้วนะ
    อยากทำอะไรก็รีบทำเก็บเกี่ยวกอบโกยความสุขให้เต็มที่"

    ซึ่งเราคิดว่างานรับปริญญาปีนี้คำพูดเดิมๆพวกนี้
    ก็คงหลุดออกจากปากเราเช่นกัน
    (เริ่มรู้สึกตัวเองว่าแก่ ชอบระลึกความหลัง)
    เพื่อนๆล่ะรู้สึกอย่างไรกันบ้างในตอนนี้ สุขสบายดีรึป่าว
    คิดว่าเรางี่เง่ารึป่าว จบมาตั้งนานเป็นเดือนแล้วนะ
    ยังมาหวนนึกถึงความหลังอยู่ได้
     
    ตอนนี้สิ่งที่เราเฝ้ารอคอยคือวันรับปริญญา
    วันที่เราจะได้กลับมารวมตัวกันอีก
    วันที่เราจะได้เจอะเจอพบปะพูดคุย
    ณ.ดินแดนเดิม...เขตรั้วสีบลู
     
    "ถึงกายจะห่าง ต่างแดนแสนไกล
    ลืมไม่ได้ แดนดิน ถิ่นสงขลา
    วิดยาการร่วมทุกข์ สุขกันมา
    มอบชีวาเพียงเพื่อให้ ได้รุ่งเรือง"
    ....
     
     
     
    April 22

    มาอัพแล้วหลังจากห่างหายไปนาน

         
     

    ขอออกตัวก่อนเลยว่า Blog นี้ไร้สาระ เราบ่นไปเรื่อย ไม่ต้องอ่านก็ได้ แค่อยากบ่นเฉยๆน่ะ

    หลังจากตามอ่าน blog ของเพื่อนๆมาแล้ว

    ทำไมแต่ละคนไม่ค่อยอัพกันเลยนะ

    พอหันกลับมาดู blog ของตัวเอง

    เอ้อ! ของเราเองก็ไม่ได้อัพเดทเลยเหมือนกัน

    อาจเป็นเพราะ............

    - ช่วงนี้เวลาน้อยลง

    - อัพไม่ถูกเรื่องราวมันเยอะเกิน

    - บ่นเรื่องงานไปแล้วบางส่วนจึงไม่มีแรงมาบ่นต่อใน blog

    - เนตไม่ดี (โทษซะเลย ไม่ช่ายความผิดเราทั้งหมดนะ)

    แล้วก็สาเหตุสุดท้าย ก็คือช่วงนี้เราเซงมากเลย เพราะว่าเราออนเอ็มทีไรเรามักไม่เจอเพื่อนเลย (เนื่องจากยังเลิกนิสัยชอบออนดึกๆ ไม่ได้ซักที) คนคุยด้วยเริ่มน้อยลงทุกทีๆ

    บางวันออนมา ไม่เจอคนที่เราสามารถคุยด้วยได้เลย ที่เห็นอยู่ใน list และขึ้นตัวเขียวว่าonline อยู่จริงๆแล้วเป็นเพียงแค่ bot เฝ้า msn เท่านั้น ไม่สามารถคุยได้จริงๆ

    ช่วงนี้เราได้สัจธรรมอีกอย่างนึงนะว่าคนเราอย่างเพิ่งตัดสินจากภายนอก

     คนบางคนเมื่อครั้งแรกเห็น เรามองเค้าว่าเป็นคนไม่ได้เรื่องไม่น่าคบ ขี้เกียจคุย คุยด้วยแล้วน่าเบื่อ ไม่รู้จะคุยอะไร

    ในขณะที่บางคนเราก็เสียเวลาไปคุยด้วยให้เสียเวลา เสียความรู้สึก เคยคิดว่าโชคดีนะที่ได้รู้จัก ได้มีคนที่คุยด้วยแล้วสบายใจอีก1คน

    แต่มาตอนนี้ เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป คนที่เคยคิดว่าดี ตอนนี้กลับคิดว่าถ้าไม่รู้จักกันตั้งแต่แรกคงจะดี ส่วนคนที่ไม่ค่อยได้คุยเท่าไร่ ตอนนี้เรากลับรู้สึกว่า โชคดีจังที่เราได้รู้จักพูดคุย เพราะเป็นคนที่ช่วยให้เรารู้จักคิด และมีกำลังมีแรงในการทำงานต่อไป จนตอนนี้กลายเป็นคนที่ออนคุยกานบ่อยที่สุด แทนตำแหน่งเดิมของคนบางคนไป

    เอ่อ...คือว่าไม่ต้องเดาเลยนะว่าเรากำลังพูดถึงใคร เราก็บ่นไปเรื่อยน่ะ ไม่ได้อ้างอิงใครหรอก แบบว่าช่วงนี้กำลังเซงๆ

    ส่วนเรื่องงาน เรามีเรื่องน่าปวดหัวได้ทุกวัน โดยเฉพาะตอนนี้เราเครียดเรื่องการจัดจำหน่ายหนังสือ(ขยะ) ที่มีปัญหาเยอะแยะมากมาย แต่เค้าพยายามปั้นมันจากขยะให้เป็นทอง เราว่านะแค่ปั้นขยะให้พอขายออกสักชิ้นอ่ะ มันก็ยากมากๆแล้ว เหนื่อยใจมากเลย !! เครียดจนปวดหัว ไม่เคยเครียดอะไรอย่างงี้มาก่อน ฮือๆ

    พอคิดจะออนเอ็มคุยกะใครสักคน ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็หาได้ยากเย็นเหลือเกิน เมื่อตอนก่อนจบเคยคุยกะรุ่นพี่คนหนึ่ง เค้าบอกว่าพอจบไปอ่ะ มันเหงาๆ มากๆเลยนะ จากพวกที่ไม่เคยคิดเรื่องแฟน พอจบมันเหงามันก็คิดเองโดยปริยาย

    ที่จริงเราก็พอนึกสภาพออกล่ะนะว่ามันคงเหงาเพียงใด แต่ไม่นึกว่ามันจะเหงา จาเซงได้รวดเร็วขนาดนี้

    พอมองรูปที่ไปเที่ยวสิมิลันก็คิดเสียดายว่า ความสุขมันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน

    โอ้ว!! Blogนี้รู้สึกจะไม่มีสาระอะไรเลยแฮะ นอกจากบ่น แถมเขียนตอนง่วงๆแล้วด้วย   ไม่ไหวๆ เขียนเอง งงเอง คนอ่านจะรู้เรื่องม่ะเนี่ย Sorry กั๊บ 

     
         
    March 28

    กำลังใจและใครสักคน


     

         
     

    ใครหลายคนชอบคิดไปไกลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง...สิ่งที่ยังไม่เกิด ความคิดนี่แหละ

    ที่บั่นทอนพละกำลังส่วนหนึ่งของความสุข

    ที่ควรจะเกิด

    ควรจะมี

    ให้ลดน้อยลงไป 

    บางครั้งเราน่าจะทำชีวิตให้ดีกว่านั้นได้ง่ายๆ

    แต่เพราะความคิด

    ความกังวล

    ทำให้สิ่งที่น่าจะง่าย

    กลายเป็นสิ่งยุ่งยาก

    ถ้าความคิดบางอย่าง

     ยิ่งคิด ยิ่งเศร้า ยิ่งทำให้กังวล

    ยิ่งไม่มีความสุข

    ยิ่งหวาดกลัววันข้างหน้าก็อย่าไปคิดมันเลย

    แค่ทำวันนี้ให้มีความสุข ทำให้ดีที่สุดกับเวลานี้ที่มีโอกาสนี้

    บางที ใครจะรู้ว่า อะไรๆที่ไปกังวลนั้น อาจจะมาไม่ถึงก็ได้
    อย่างเช่นฉัน ที่คิดกังวลและกลัวไปต่างๆนาๆ กลัวว่าจะทำงานไม่ได้ดี กลัวว่าจะไม่มีความสุข จนเครียด และปวดหัวไปเอง

    สับสนไปหมด จนกระทั่งไม่รู้จักแม้แต่ตัวเอง

    ว่าแท้ที่จริงแล้วเต้องการอะไรกันแน่หนอ

     

    เพราะฉันไม่เคยตั้งเป้าหมายว่าจะไปสู่จุดมุ่งหมายใด

    เมื่อถึงทางแยก

    ฉันจึงยืนเก้ๆกังๆอยู่กลางถนนว่าจะไปเส้นไหนดี

     

    เพราะฉันไม่เคยเดินทางคนเดียวอีกทั้งไม่สามารถรู้ได้เลยว่าระหว่างทางฉันจะเจอกับอุปสรรคอะไร

     จึงกลัวว่า..

    ฉันจะก้าวผ่านอุปสรรคนั้นได้รึป่าว

     

    เพราะฉันมัวแต่กลัวไม่กล้าตัดสินใจ

    คนที่ยืนอยู่รอบข้างจึงพาลกังวลไปว่าฉันจะถูกรถชนตายซะก่อน พลาดโอกาสที่จะได้ลองเลือกเดินบนทางสักทางบนทางแยกนั้น คนรอบข้างจึงพากันเชียร์ให้เลือกเดินบนเส้นนั้นเส้นนี้กันใหญ่

    ผลที่ได้ฉันเองยังคงยืนสับสนเพราะมึนงง กับไปกับเสียงเชียร์ ยังคงตัดสินใจไม่ได้ต่อไป

    อาจเป็นเพราะฉันยังไม่เปิดใจ

    ไม่ยอมโตเป็นผู้ใหญ่ อยากให้คนอื่นช่วยคิดช่วยตัดสินใจให้ตลอด

    แต่เมื่อครั้งนี้ฉันต้องเลือกทางที่จะไปด้วยตัวเอง

    จะมัวช้าให้รถชนเราตายไปก่อนคงไม่ได้

    ฉันจึงปิดหูแล้วชั่งใจตัวเองเปิดใจและกล้าที่จะเผชิญสิ่งต่างๆด้วยตัวคนเดียวสักที

     

    ตอนนี้ฉันได้เลือกทางที่จะเดินแล้ว

    และจะไม่เสียใจไม่ว่าทางที่เลือกมันจะแสนทรหดสักแค่ไหนฉันหวังเพียงอย่างเดียวว่าจะคนที่พร้อมให้กำลังใจ

    แม้ไม่ได้ยืนอยู่เคียงข้างช่วยประครองยามที่ล้ม 

    แต่คอยเป็นห่วงอยู่ห่างๆ คอยถามไถ่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง และเป็นที่ปรึกษาในบางคราว

    แค่นี้มันก็อุ่นใจแล้วจริงๆ 

     
         

     

    ที่จริงแล้วตอนนี้เรามีเรื่องที่จะอัพมากมายเลยนะ

    แต่ก็ไม่ค่อยว่างอัพซะที

     แม้กระทั่งจะอัพเรื่องราวระหว่างตะลอนทัวร์สิมิลัน

    ก็ยังไม่มีเวลาอัพได้เลย

    (และก็คงไม่อัพแล้วเนื่องจากเห็นเพื่อนๆคนอื่นๆอัพกันไปเยอะแล้ว

    แถมอัพได้ละเอียดมากด้วย ไปตามอ่านของเพื่อนเอาดีกว่า)

    พอหลังจากกลับมาจากสิมิลันเพียงไม่กี่วัน

    เราก็มาเครียดและสับสนตัวเองกะเรื่องงาน

    คนอื่นอาจมองว่าเราเครียดจนเกินไปรึป่าว

    มีงานมาเสนอให้ตรงหน้าแถมเงินดี ทำไมยังเรื่องมากอีก

    แต่เราไม่สามารถอธิบายได้หรอกนะ เพราะมันมีความรู้สึก

    และอะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่สามารถอธิบายได้หมด

    เราถามคนนู้น ปรึกษาคนนี้จนมั่วไปหมด สุดท้ายแล้ว

    ข้อมูลต่างๆ มากมายนั้นแหล่ะที่ทำให้เราสับสน

    เพราะเราไม่เคยตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าต่อไปจะทำอะไร

    อนาคตอยากเป็นอะไร ชีวิตขอให้ไร้สาระไปวัน

    เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจอย่างกระทันหันไม่ทันตั้งตัว

    จากตอนแรกที่ตั้งเป้าหมายอยากทำงานธนาคาร

    จนไม่เหลียวมองงานอื่นเลย เมื่อมีคนยื่นงานเข้ามา

     แถมยังเป็นงานที่เราคิดมาตลอดตั้งแต่เด็ก

    ว่าไม่เคยคิดอยากทำอาชีพครู

    มันจึงเกิดแรงต่อต้านอย่างไม่สามารถควบคุมมันได้เลย

    ตั้งแต่ วันที่13เป็นต้นมา เราจึงเริ่มเครียดขึ้นเรื่อยๆ

     ตลอดสัปดาห์นั้นในหัวสมองคิดแต่เรื่องว่าจะรับปากทำงาน

    หรือจะปฏิเสธแล้วหางานเอา  

    จนเมื่อวันศุกร์ที่17 เราก็ตัดสินใจรับงาน

    โดยในใจมันยังเรียกร้องให้ลองไปหางานดู

    พอรับปากทำงานไป

    แต่ใจดันไม่อยากทำอย่างมากจึงเครียดๆๆๆๆ

    (อาจเป็นเพราะเราไม่ได้คุยกะเค้า

    อย่างที่เราต้องการจริงๆ เค้าจึงยัดให้เราสอน 25 ชม.

    ซึ่งตอนหลังเราสามารถคุยลดเวลาสอนลงได้)

    พอวันเสาร์ที่ 18 Moving Minds ได้จัดเลี้ยงพนักงาน

    และได้เชิญเราร่วมงานด้วย เราจึงได้คุยกะพี่คนหนึ่ง

    ที่เค้าเคยทำงานในตำแหน่งนี้มาก่อน เค้าทำงานได้เพียง1เดือนครึ่ง

    และวันนั้นพูดจนเรารู้สึกไม่อยากทำงานนี้มากขึ้น

    เอาแล้ว....เครียดหนักยิ่งขึ้น จนปวดหัว..จนร้องไห้ไปเลย

    วันอาทิตย์ที่ 19 ปวดหัวไม่หาย ซึม เซ็ง เครียด ???

    ไม่ไหวแล้ว โทรไปบอกเค้าดีกกว่าว่าไม่ทำแล้ว

    เลยบอกเค้าไปว่า "ขอโทษนะคะ คือกี่ไม่สามารถทำงานกะที่นี่ได้

    เพราะที่บ้านอยากให้ทำงานที่นี่เป็น Part-time มากกว่า"

    แต่พอปฏิเสธงานไป มันกลับรู้สึกแปลกๆ แล้วก็เครียดอีก

    พยายามทำใจแล้วนะ แล้วสุดท้ายก็ไปซื้อชุดทำงานเพื่อการไปสมัครงาน

    วันจันทร์ที่ 20 ตื่นแต่เช้าไปสมัครงาน...

    ส่วนใหญ่ก็ไปสมัครธนาคารน่ะ แต่ระหว่างสมัครงาน

    ก็เกิดความรู้สึกขี้เกียจจังไหนต้องสอบข้อเขียน

    สอบสัมภาษณ์ คนสมัครก็เยอะ

    โอกาสที่จะได้อยู่หาดใหญ่ก็น้อย

    เผลอๆอาจจะได้อยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก

    พอลองไปที่กรมการจัดหางาน...

    พลิกตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้ายหาตำแหน่งงาน

    ไม่เห็นมีงานไหนที่รู้สึกอยากทำเหมือนกาน

    แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับตำแหน่งงานที่หนึ่ง

    ผ่านธุการ  เงินเดือนประมาณ 5000-7000 บาท

    โอ้ววว...อยากทำงานที่Moving Minds ซะแล้ววว

    ขี้เกียจหางานแล้ว.. ทำงัยดี โทรไปง้อดีมั๊ยหว่า

    ง่ะ ชั่งใจใหม่อีกรอบ คราวนี้งดออนMSN อยู่เงียบๆคนเดียว

    ไม่โทรหาใคร ไม่ปรึกษาใคร แต่ก็ยังลังเลนิดหน่อย

     อารมณ์ประมาณขอคิดให้แน่ใจอีกครั้งเถอะ

    วันอังคารที่ 21 ขออยู่นิ่งๆอีก 1 วัน เงียบๆคนเดียว

    ยังไม่อยากจะตัดสินใจ ยังไม่กล้าโทรไป

    ดังนั้นจึงนอนทั้งวัน (ช่วยได้นะเนี่ย อิอิ)

    วันพุธที่ 22 เอาละว่ะ...ถึงเวลาโทรไปง้องานแล้ว

    สุดท้ายก็รวบรวมความกล้า โทรไปง้องาน

    พี่เจ้าของคงเสียความรู้สึกนิดหน่อย

    ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ก็เรามันคนมันงี่เง่า

    คราวนี้ตัดสินใจแล้ว คงไม่เปลี่ยนใจ

    ไม่มาเครียดตอนหลังอีกนะ อิอิ

    วันศุกร์ที่ 24 เราก้ได้เข้าไปเซนต์สัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้วจ๊ะ

    สัญญา 15 เดือน (ทำตูเครียดอีก) แต่คราวนี้มั่นใจแล้ว

    15 เดือนก็จะพยายามอยู่ให้ถึงให้ได้ สู้โว้ยยย...

     

    ตอนนี้เราก็สบายใจดีล่ะนะ แม้จะยังกลัวงานอยู่นิดหน่อย

    แต่จะพยายามสู้ตายค่ะ สุดท้ายนี้เราอยากขอบคุณ

    P'บอล P'เหน่ง มากๆที่คอยให้ข้อคิดดีๆ แก่เราเสมอ

    ตลอดเกือบ 2 สัปดาห์ เวลาออนMSN คำถามแรกคือ

    "วันนี้เป็นยังงัยบ้าง ยังเครียดอยู่ป่าวเนี่ย"

    แถมพี่บอลยังเขียนBlog สอนเราเรื่องนี้ได้โดนใจสุดๆ

    แต่ที่จะลืมไม่ได้เลยคนผู้นี้ คุณปุ้ยของเรานั้นเอง

    คนที่เป็นที่ปรึกษาให้เราตลอดมา

    บางครั้งที่เราเครียดมากเลยพาลไปลงที่ปุ้ยซะเยอะ...

    ปุ้ยเลยเป็นจำเลยจำเป็นมารองรับอารมณ์เราซะงั้น

    ขอโทษจริงๆ ที่ช่วงนี้ทำให้ต้องน้อยใจบ่อยๆ  

    ปุ้ยอาจน้อยใจเวลาที่เราบอกว่าเครียดเวลาพูดกะปุ้ย

    แต่ถ้าหากไม่มีปุ้ยยืนเคียงข้างเราอยู่อย่างตอนนี้

    เราก็คงจะล้มโดยไม่มีใครมองเห็นแล้วถูกเหยียบซ้ำ

    จนแบนติดพื้นไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อย่างตอนนี้

    ดังนั้นอย่าน้อยใจไปเลยนะ....อยู่กะเราก็ซวยแบบนี้แหล่ะ

     

      ปล.1 เกรดออกแล้วเราได้เกียรตินิยิมอันดับ 2 แหล่ะ ดีจัยสุดขีด

      ปล.2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ไปเป็นพริตตี้ที่ปัตตานีมา  ทำครึ่งวันได้ตังค์ ได้ตังค์ตั้ง 800บาท และได้กินราดหน้าจาน 70 บาท อีกด้วย (เค้าเลี้ยงแหล่ะ)

     

     ++ จบข่าว ++

    March 19

    และแล้ว เราก็ว่างงานเหมือนเดิม

         มีข่าวมาอัพจ้า คือว่า ตอนนี้ กี่เปลี่ยนสภาพจากคนกำลังจะได้งาน กลายเป็นพนักงานแตะฝุ่นอีกแล้วจ้า หลังจากเครียดอยู่นาน ก็ตัดสินใจได้ซักที ส่วนเหตุผลที่ไม่รับทำงานนี้น่ะหรอ ง่ายๆคือ ไม่อยากเป็นครูสอนพิเศษเต็มตัวขนาดนั้น แค่part-timefเราก็สงสารเด็กจะแย่ แต่ก็โหว๋งๆเหมือนกานนะว่า ตูจะตกงานถาวรรึป่าวเนี่ย เฮ้อ
         พรุ่งนี้เราจะเริ่มสมัครงาน และดำเนินการเต็มขั้นสักที หลังจากที่หยุดพักเรื่องสมัครงานไปนาน อยากบอกว่าตอนนี้คิดถึงเพื่อนจังเลยอ่ะ
    ปล.ขอให้ตูได้งานไวๆ เริ่มเซงจะบ้า
    ปล.ขอให้เพื่อนได้งานเร็วๆเหมือนกานนะจ๊ะ
    March 14

    วันนี้มาอัพรูปที่ไปสิมิลันเพิ่มจ้า

         วันนี้ได้รูปถ่ายจากกล้องขวัญมาน่ะ เลยถือโอกาสอัพเพิ่มเลย วันก่อนขณะกำลังอัพสเปซเรื่องที่ไปสิมิลันมา ก็ดันบังเอิญเครื่องแฮงค์ ไม่ได้เซพ เราจึงหมดแรงอัพต่อ (อดอ่านเลย )
         วันนี้มีเรื่องเด่นอีกเรื่องคือ พี่กู้แห่ง Moving Minds มาชวนเราทำงานแหล่ะ ซึ่งMoving Minds คือสถาบันสอนพิเศษเด็กตั้งแต่ ป.2 ไปจนถึง ม.3 และอาจเปิดม.ปลายต่อในอนาคตที่เราไปรับจ๊อบเป็นครูคาบติว(Part-Time)มาประมาณปีครึ่งแล้ว อธิบายไม่ค่อยถูกเหมือนกาน ว่างานอะไรทำอะไรบ้างเพราะยังไม่ได้คุยรายละเอียดเลย รู้เพียงแต่ว่า ไม่ช่ายงานครูแล้วล่ะ มันออกแนวงานด้านบริหารนดหน่อย งานด้านการตลาด และอาจต้องไปเปนผู้ช่วยครูในคาบที่ยุ่งๆ (ดูๆแล้วตูต้องทำหลายอย่างเลยนะเนี่ย) วันพุธนี้เราต้องเข้าไปคุยแล้ว และเราต้องรีบบอกคำตอบพร้อมเริ่มงานทันที เฮ้อ ทำไงดีๆๆ
         มีเรื่องให้เราได้คิดและตัดสินใจแล้วล่ะ ทำดีหรือไม่ทำดี ใจนึงก็อยากลองหางานดูเผื่อได้งานที่ถูกใจ ได้งานบริษัทที่ใหญ่กว่านี้หน่อย หรืองานธนาคารที่ใฝ่ปอง แต่อีกใจก้อคิดว่า ทำๆไปเหอะงานมันหายากนะ (อย่าเรื่องมาก) แล้วถ้าตกลงทำจะเรียกเงินเดือนเท่าไร่ดี สวัสดิการอะไรก้อไม่มี แล้วเราจาแฮปปี้กับงานป่าวเนี่ยยยย โอ๊ยยย คิดไปสารพัด (คล้ายคนโรคจิตซะแล้ววว)
         คิดไปคิดมา คร้านคิดแล้ววุ้ย เดี๋ยวลองไปคุยก่อนค่อยว่ากัน คิดไปปวดหมอง ฮือๆ นี่ล่ะหนอ ชีวิตนักศึกษาเพิ่งจบ!! ต้องเตรียมตัวยอมรับความเปลี่ยนแปลง อัพรูปดีฝ่า มาดูรูปทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใสดีกว่า อิอิ
    March 11

    กลับจากสิมิลันแล้วจ้า

         หลังจากที่หายหน้าหายตาไปจากวงการ MSN นาน เนื่องจาก ติดภาระกิจ การสอบไฟนอลครั้งสุดท้าย และตบท้ายด้วยการไปทริปสิมิลันครั้งสุดท้ายกะเพื่อนๆในเอกการเงินก่อนแยกย้ายกันไป เราเพิ่งกลับถึงบ้าน ตอน ตี3.30 ของวันที่ 10 มี.ค.นี่เอง เหนื่อยสุดๆ เมื่อยทั้งตัวเลยเชียว ทำให้วันนี้นอนเกือบทั้งวัน ตื่นมาตอน9 โมง เพราะนุ่นโทรมาคุย แล้วนอนต่อจนตื่นอีกทีประมาณบ่าย 2 กว่าจะจัดการสัมภาระและจัดการตัวเองเสร็จไปบ้านออมก็เกือบๆ 4โมงเย็น พวกเรา 4 คน ออม กบ บัก กี่ จึงขี่มอไซด์ไปส่งนังนุ่นจอมอึดที่ไปตะลอนทัวร์ที่ภูกระดึงต่อ (อารายจะอึดขนาดนั้น เที่ยวสิมิลันต่อด้วยภูกระดึงติดๆ) เมื่อไปส่งเสร็จก็ไปเอารูปจากกล้องแบงค์ที่บ้านของแบงค์กัน ดังนั้นตอนนี้ เรามีรูปที่ไปเที่ยวสิมิลันมา 2 กล้องแล้วนะ คือ กล้องกบ และ กล้องแบงค์ 

         ที่จริงตั้งใจว่าจะเข้ามาอัพสเปซอ่ะนะ แต่ด้วยความร้ายกาจของ เนตฟรีที่บ้าน จึงไม่สามารถทำอะไรได้เลย แม้แต่เช็คเมลล์ แย่จริงๆ ดังนั้น เราจึงขอ อัพรูปบางส่วนเท่าที่รวบรวมได้ในปัจจุบันแต่ก็เยอะใช้ได้เลยนะ นี่ขนาดเราได้มาแค่ 2 กล้องเท่านั้นจากทั้งหมด 5 กล้องนะ ถ้าเมื่อไร่ที่สามารถรวบรวมได้หมดคงล้นสเปซเราแน่ๆ ซึ่งเราจะพยายามรวบรวมให้ได้ครบอย่างเร็วที่สุด เพื่อที่จะอวดรูปทะเลที่สวยงามที่สุดเท่าที่เราเคยไปเที่ยวมา ทริปหนนี้สนุกมากๆ เกินบรรยายเลยทีเดียว เสียดายแทนเพื่อนที่ไม่ได้ไปด้วยจริงๆ

    ไว้ถ้ามีอารมณ์+เนตอำนวย เราจะมาอัพเรื่องราวของ ทริปนี้ให้ฟังนะ ตอนนี้ง่วงมากๆ แย้วว บายๆๆ

    February 28

    วันดีๆ อีกหนึ่งวัน

    ที่จริงแล้ว เราอัพสเปซตั้งแต่ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 49 แล้วล่ะนะ แต่ระหว่างที่กำลังจะอัพอยู่นั้น ก็เกิดไฟตกขึ้นมาพอดี เลยทำให้เราอัพสเปซไม่สำเร็จ เราจึงขออัพย้อนหลังละกานนะ
    25 FEBRUARY 2006
     
    เนื่องจากพรุ่งนี้ ขวัญต้องกลับบ้านแล้ว
    วันนี้จึงเป็นวันนัดกินน้ำชาที่ร้านลุงเจิมวันสุดท้ายก่อนจะจบกันไป
    ผู้ร่วมขบวนการในวันนี้คือ กี่ ขวัญ ออม ซู่ชิง เปิ้ล แก่น ซิ่วหลาน แบงค์ ฝน ตี๋
    ไม่รู้คนอื่นจะรู้สึกเหมือนเรามั๊ยนะ ที่รู้สึกว่า เรายังไม่จบกันนะ
    พอเราสอบเสร็จปิดเทอมเราก็ยังคงมีวันเปิดเทอมให้เราได้ไปนั่งเรียนกันที่ตึก ข.
    ยังคงมีวันที่ได้นั่งอ่านหนังสือด้วยกันที่ลานsme
    ยังคงมีวันแดนซ์กระจายที่มังกี้ ผับ
    และยังคงมีวันที่เราจะได้มานั่งร่วมวงเม้าท์แตกที่ร้านน้ำชา
    ...เหมือนทุกอย่างจะยังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
    และเนื่องจากขวัญรีบกลับอีกนั่นแหล่ะ พวกเราจึงต้องร้องเพลง HaPpY BirthDayให้ขวัญล่วงหน้า
    วันนี้เราจึงพึ่งรู้สึกว่า ร้านลุงเจิมบริการดีจัง ทั้งตอนติดไฟตอนที่ออมกะซู่ชิงไปเอาเค้กที่รถ
    ทั้งตอนที่เค้าเอาจานกระดาษพร้อมช้อนให้พวกเราแบ่งเค้ก
    และตอนที่กระเป๋าสตางค์ของเราหาย และมีผู้ใจดีเจอกระเป๋าสตางค์เราทำตกอยู่ที่หน้าร้านแล้วนำมาคืน
    (แต่กว่าจะหาเจอก็นานเหมือนกัน ทำเอาเราใจแป้ววว ไปแย้ววว)
    แต่ที่ต้องขอบคุณมากสุดๆเห็นจะเป็น ออม ขวัญ ซู่ชิง ที่ช่วยค้นหากระเป๋าสตางค์ของเรา
    โดยเฉพาะซู่ชิงที่เป็นคนขับรถพาเราเวียนไปเวียนมาระหว่างร้านลุงเจิมกะบ้านฝน
    ช่วยเดินหาตามถนน อีกทั้งยังมาส่งเราที่บ้านด้วย (ซาบซึ้ง จริงๆ)
    วันนี้ทำให้เเรารู้สึกว่าโลกน่าอยู่ขึ้น ได้มองเห็นน้ำใจของเพื่อนๆ
    (โชคดีที่เกิดมาเป็นเด็กการเงิน รุ่น27)
    เห็นถึงความสามัคคีของเพื่อนในเอก(ตอนที่ยกโขยงไปบ้านฝน)
    ได้เจอคนใจดีที่ช่วยเหลือผู้อื่นแม้ตัวเองจะไม่รู้จัก
    และได้บทเรียนว่า ควรเก็บกระเป๋าสตางค์ของตัวเองให้ดีกว่านี้หน่อย!
    วันนี้มีเพลงหนึ่งที่อยากจะมอบให้เพื่อนๆทุกคน แทนความรู้สึกของเรานะ


    พรุ่งนี้เธอจะลาฉัน

    วันเวลาได้พาเธอไป
    และไม่เคยรู้เลย

    ว่าฉันจะต้องรอ ไปนานเท่าไร
    ได้พบกันแค่วันนี้

    มีเพียงความเงียบงัน ในใจ
    อยากให้เราสองคน

    ร่วมกันจดจำ เวลานี้ไป

    แววตาที่มองฉัน แค่เห็นก็เข้าใจ

    ว่ามีคำมากมาย อยู่ในนั้น
    ฉันจะจำเธอไปในแบบนี้

    จำความรู้สึกนี้ เก็บอยู่ในหัวใจ
    เมื่อยามที่ไกลกัน

    ฉันจะมองเธอเป็นครั้งสุดท้าย

    จะจำทุกอย่างไว้ และจะมีหัวใจ

    เก็บไว้ให้เธอคนเดียว ฉันสัญญา

    * * *

    พรุ่งนี้คงต้องทนเหงา

    ในเวลาที่เธอไปไกล
    สิ่งที่เราสองคน คิดจะบอกกัน

    ยังมีเต็มหัวใจ

    แววตาที่มองฉัน แค่เห็นก็เข้าใจ

    ว่ามีคำมากมาย อยู่ในนั้น
    ฉันจะจำเธอไปในแบบนี้

    จำความรู้สึกนี้

    เก็บอยู่ในหัวใจเมื่อยามที่ไกลกัน

    ฉันจะมองเธอเป็นครั้งสุดท้าย

    จะจำทุกอย่างไว้ และจะมีหัวใจ

    เก็บไว้ให้เธอคนเดียว ฉันสัญญา

    ถ้าเธอยังมีใจ และรักฉันดังเดิม

    เราคงได้เจอกันใหม่
    เพื่อเติมวันเวลา ที่งดงามในใจ

    ทำให้ยาวนาน กว่าวันนี้

    * * *

    ฉันจะจำเธอไปในแบบนี้

    จำความรู้สึกนี้

    เก็บอยู่ในหัวใจเมื่อยามที่ไกลกัน

    ฉันจะมองเธอเป็นครั้งสุดท้าย

    จะจำทุกอย่างไว้ และจะมีหัวใจ

    เก็บไว้ให้เธอคนเดียว ฉันสัญญา
    ฉันสัญญา ฮื่มฮืม โฮ้โฮโฮ โฮ้โฮ

     

    เพลงฉันจะจำเธอแบบนี้ : โบ สุนิตา



     

     
    February 22

    คิดถึงที่สุด.......ด้วยรักและผูกพัน Finance PSU.

         วันนี้ เริ่มสอบวิชาแรกแล้ว คือ วิชา E-COMMERCE หรือเรียกง่ายๆว่า วิชาMSN ของเรา เนื่องจากทุกคาบที่เข้าเรียนต้องมีการแอบเล่น MSN ไปด้วยทุกครั้ง ผลกรรมทันตาเลยค่ะ ไม่รู้เรื่องเลย อ่านหนังสือก็ไม่ทัน (กำลังสมน้ำหน้าเราอยู่อ่ะจิ ช่ายม่ะ) วันนี้จึงเขียนตอบข้อสอบไม่ค่อยได้เท่าไร่ แค่เล่มเดียวยังไม่สามารถเขียนหมดเลย แต่ประทานโทษทำไมอายคนข้างๆเรา มันเขียนได้ 3 เล่ม(ฟ่ะ) เอาอารายไปเขียนเนี่ย เฮ้อ โดนทับเห็นๆ
         ตั้งแต่วันบายร์เนียร์เป็นต้นมา เรายิ่งรู้สึกถึงความเศร้าๆ โดยเฉพาะเวลาเห็นพี่บัก จะนึกถึงตอนที่มันไปร้องไห้บนเวที ตกจัยเหมือนกาน ไม่นึกว่าผู้ชายตัวโตๆอย่างนั้นกลับร้องไห้ก่อนเพื่อน
         ตอนนี้งานทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว เริ่มว่างเลยย้อนกลับไปทบทวนความหลัง 4 ปีที่ผ่านมา มีทั้งน้ำตาและรอยยิ้ม ทุกอย่างยังเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน เราเชื่อในพรหมลิขิตนะ เราเชื่อว่าการที่เราจะได้พบเจอใคร และรู้จักเป็นเพื่อนกันได้นั้น ต้องอาศัยพรหมลิขิตที่นำพาให้ แต่ละคนได้มาอยู่ในทื่เดียวกัน และอาศัยการกระทำในปัจจุบันของแต่ละคนด้วยว่าจะเลือกคบใคร เป็นเพื่อนกะใคร
        เราเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่คิดตั้งแต่แรกเลยว่าจะได้มาเรียนมอ. เนื่องจากช่วงนั้นคะแนนเอ็นท์สุดหรู ตอนเลือกคณะเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรมาดลใจให้เราไม่ลง คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรฯ ที่เคยฝันใฝ่ไว้หนักหนา ซึ่งมาเช็คคะแนนตอนหลังทำให้รู้ว่า ถ้าหากวันนั้นเราลงคณะนี้ไป เราจะติดคณะนี้ด้วยคะแนนต่ำสุดทันที (คะแนนเราสูงกว่าคะแนนต่ำสุดในปีนั้นนิดนึง) และปี 2 เองก็ยังมีความคิดจะเอ็นท์ใหม่ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความขี้เกียจหรืออย่างไรไม่รู้ จึงไม่ได้ลงคณะใหม่
        ถ้าหากวันนั้นเราเลือก ม.เกษตรฯ วันนี้เราคงไม่ได้รู้จักพวกนาย Finance PSU.
        มาคิดพิจารณาตัวเองแล้ว เรารู้สึกว่าเราเองก็ชอบมีความฝังใจกะอะไรบางอย่างได้อย่างน่าเหลือเชื่อเหมือนกานนะ ดังนั้นเราจึงค่อนข้างจะจำได้แม่นถ้าหากมีใครที่ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้ง ประทับใจ และจะจำได้ขึ้นใจทีเดียวหากใครทำให้เรา เกลียด แต่วันนี้เราจะขอพูดถึงเพื่อนๆ ที่เคยทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งมากๆ ละกันนะ
        -ขวัญ ตอนปี 1 ที่เข้าไปใหม่ๆ เราได้เจอและรู้จักกับ ขวัญ ซิก คชิน เป็นพวกแรกๆ กิจกรรมแรกๆที่พวกเราต้องเข้าร่วมคือกิจกรรมประชุมเชียร์ มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งกะเพื่อนที่ชื่อขวัญ มากๆ คือ ขวัญไปบอกพี่โซนเราว่า "พี่ช่วยดูแล คนนี้ด้วยนะ เค้าเพิ่งไปผ่าตัดไส้ติ่งมา อย่าให้เข้าถูกทำโทษบ่อยๆ" อะไรประมาณนั้น ขนาดเพิ่งรู้จักนะเนี่ย ใจดีจริงๆ เพื่อนคนนี้
         - นุ่น คอยช่วยเหลือและเป็นเพื่อนเราเสมอ ยามที่เธอรู้ว่าเราต้องการเพื่อน มีครั้งหนึ่งตอนที่เราทำค่ายเยาวชน เนื่องจากความเครียดและคิดถึงบ้าน และอยากหาเพือนคุย จึงโทรไปคุยกะนุ่นเล่น แต่เพื่อนคนนี้ดันจับน้ำเสียงได้ จึงโทรกลับมาถามว่า แกเป็นอะไรว่ะ แค่นั้นแหล่ะ น้ำตาพรั่งพรูเลยเชียว
         - จอย จำได้ถึงความใจดีที่มีให้เราตอนปี 2 ทำให้ตอนนั้นเราจะติดจอยมากและทำให้เราได้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มของพวกเธอไป จอยจะเป็นคนที่ดูแลเทคแคร์เพื่อนมากๆ น่ารักจริงๆเชียว
         - หนึ่ง รู้จักนายตั้งแต่เทอมแรกเลยนะ เราจำได้ว่าหงส์ตั้งฉายานายว่า แปะ เนื่องจากหน้าตาคล้ายๆ อาแปะ เราจึงเรียกนายว่าแปะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่รู้นายถือรึป่าว โทดที(สำนึกเมื่อสาย) นายเป็นคนหนึ่งที่คอยช่วยเหลือเพื่อนๆ เสมอมา จนคนในเอกต่างชื่นชมในความเป็นสุภาพบุรุษ และความรักเดียวใจเดียวของนาย (ยินดีด้วยนะ ในที่สุดสิ่งที่นายทุ่มเทมาตลอด 4 ปี ก็ได้ให้ผลที่น่าภูมิใจเลยทีเดียว) นายคอยช่วยเหลือเราบ่อยๆ และเป็นคนหนึ่งในไม่กี่คนที่เราเชื่อใจ ปรึกษากับนายเมื่อมีปัญหา เรายังจำได้นะ ที่เราเคย(สิ้นคิด)ไปปรึกษากะนาย ตอนเราอยู่ปี 2 เรื่อง..............นายได้ให้คำปรึกษาที่ดีทีเดียว
         - หนิง คนอารายไม่รู้ดุชะมัด ขู่ซะจนเพื่อนกลัวเลย แต่จริงๆแล้วหนิงเป็นคนใจดี และจริงใจกะเพื่อนมากๆ เรื่องที่เราจำได้แม่นเลย ก็ตอนที่เราฝึกงานอยู่ที่กทม. แล้วหนิงโทรมาสอบถามว่ามีเรื่องอะไร เกิดอะไรขึ้น และคอยพูดให้เรารู้สึกถึงว่า เราไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่เราคิด
        - เกิ้น เป็นอีกหนึ่งคนที่คอยช่วยเหลือเรามาตลอดโดยเฉพาะ ตามเก็บชีทเรียนให้เราเสมอๆ และเป็นอีกคนหนึ่งที่โทรหาเราในช่วงที่เราฝึกงานอยู่ กทม.บ่อยมาก เนื่องจากกลัวว่าเราจะเหงา ขอบคุณจริงๆ
        - ตาล เพื่อนในกลุ่มที่บ้านไกลที่สุด ขอบใจนะที่คอยถามไถ่ช่วยเหลือกัน มีครั้งหนึ่งตาลแอบน้อยใจเรา จากการที่เราพูดประชด ขอโทดจริงๆ
        - กบ เพื่อนขาเฮ้ว ขาหรอยของเรา ตอนแรกเราไม่ค่อยได้สนิทกะกบเท่าไร่นะ จนกระทั่งมีครั้งหนึ่งที่กบ พยายามโทรมาหาเราหลายครั้งเพียงเพื่อถามว่า เออว่างัยแก เป็นยังงัยบ้างว่ะ เรารู้ว่ากบรู้ว่าเรากำลังมีปัญหาเลยได้โทรมา วันนั้นพอได้ยินเสียงกบ น้ำตาเล็ดเลย (ขอสารภาพ อิอิ)
        - ออม เพื่อนที่เพิ่งได้คุยกันได้ไม่นานเท่าไร่นัก แต่กลับรู้สึกผูกพันมากๆ มีครั้งหนึ่งออมคงเห็นเราเซงจัด เลยพยายามอยู่เป็นเพื่อนเรา พาเราเที่ยว ซึ้งใจจริงๆ
        - คชิน (พี่บัก) มักจะใจดีกับสาวๆเสมอ ล่าสุดตอนที่เราตกบันได เพื่อนคนนี้นี่เองที่อาสาจะนวดให้ ใจดีม่ะ
        - ซู่ชิง เธอคนนี้มักจะมีคำคมดีๆ ไว้คอยให้คำปรึกษาเสมอ ตอนแรกก่อนที่จะได้รู้จักเจ๊ อย่างจริงจัง กี่นึกว่าเจ้จะเป็นคนหยิ่งๆ มั่นๆตามสไตล์เด็กนอก แต่ที่ไหน เธออยู่คนละเรื่องกะที่กี่คิดเลย
        เอ่อ เหนื่อยแล้วอ่ะ เมื่อยมากด้วย เนื่องจากตอนนี้กำลังไม่สบายอยู่(อีกแล้วจ้า) เพื่อนๆคนอื่น กี่ขอติดไว้ก่อนนะ มีเรื่องอยากจาพิมเยอะแยะ แต่สังขารไม่อำนวย(เหมือนคนแก่เลย) อยากจะบอกว่า รักและคิดถึงเพื่อนทุกคน และขอบคุณเพื่อนๆที่คอยช่วยเหลือเราเสมอมานะ
       
     
    February 14

    VaLenTiNe Day


         วันนี้ตื่นมาเรียนจีนตอนเช้า(หลังจากโดดมาหลายคาบ เพราะไม่ตื่น) มาเรียนแค่ คาบเดียว แล้วก็ว่างเลย (คิดผิดป่าวเนี่ยที่มาเรียน) แถมวันนี้ไม่มีใครนัดทำงาน กลุ่มเลยแฮะ มันก็เลยรู้สึกแปลกๆนิดๆ นานแล้วที่ไม่ได้ว่างแบบนี้เลยไม่รู้จาไปไหนแล้วก็ทำอะไรดี เลยมานั่งเล่นเนตบ่นกับBlog ต่อไป อ๊ะเริ่มละนะ

         เดือนนี้มันเป็นเดือนละลายทรัพย์หรือนี่ แป๊บเดียวเงินหายไปจากกระเป๋าเกลี้ยง ตอนนี้ใกล้บายเนียร์แล้วนะ เพื่อนๆ เตรียมชุดรึยัง ของคณะพุ่งนี้ เพื่อนๆอย่าแต่งหรูกันนักนะ เดี๋ยวเราไม่กล้าเข้างาน เพราะเราจาใส่แบบบ้านๆไป(หมดงบซื้อเสื้อแล้ววว) ไว้ค่อยไปประชันกันในบายเนียร์ของเอกศุกร์นี้ละกานนะ(อยากเห็นจังเพื่อนๆจะใส่ชุดอารายไปกันบ้างเนี่ย) แล้วก็อย่าลืมนะเรามีนัดไปต่อที่มังกี้แน่นอน กิกิ

         ช่วงนี้ รู้สึกแปลกๆ มันเศร้าๆเหงาๆ ชอบกล ดูปฎิทินทีไรมันเหมือนจะเตือนว่าเราใกล้จบเข้าไปทุกทีๆ ใจหายอ่ะ ยิ่งหลังๆมานี้อยู่ที่คณะมากกว่าอยู่บ้านซะอีก ตอนจบไปสงสัยได้เห็นคนว่างงานเช่นเราเดินป่วนเปี้ยนแถวๆคณะแน่ๆ เลย (แบบว่าผูกพัน)

         วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์นะก๊ะ แต่ทำไมดูเงียบๆ จังเลย อ่ะปีนี้ ไม่ค่อยมีสีสันเลย (สงสัยเพื่อนๆแอบไปสวีทกานหมด วันนี้เลยไม่เจอเพื่อนเลย) เราชอบวาเลนไทน์ตอนเราอยู่ม.ปลายมากที่สุดเลย เพราะตอนนั้นเราจะเห็นเพื่อนๆหลายคน เดินถือดอกไม้ช่อใหญ่ๆ (ทั้งที่เราไม่ค่อยจะได้กะเค้าหรอก)แต่เราชอบบรรยากาศวันวาเลนไทน์ มันมีหลากหลายอารมณ์ดี คนที่สมหวังวันนี้ก็จะกลายเป็นวันที่มีความสุขที่สุด แต่สำหรับคนที่กำลังอกหักรักคุด วันนี้อาจจะเป็นวันที่เศร้าที่สุดก็เป็นได้ ซึ่งเราจะเจอคนทั้ง 2 ประเภทนี้เสมอในวันวาเลนไทน์

         สำหรับเราแล้ว ไม่เคยมีวาเลนไทน์ปีไหนที่จะน่าประทับในสักปี แต่ปีนี้เราจะยังไม่สรุปผลก่อนจนกว่าจะเที่ยงคืน (แอบหวังเล็กๆ) ยังงัยแล้ว เพื่อนคนไหนที่ไม่มีแฟนก็อย่าเศร้าไปเลยนะจ๊ะ ถ้าเพื่อนๆคนไหนเหงาๆละก็โทรเรียกกี่น้อยได้เลยนะ เดี๋ยวเราจะบริการไปอยู่เป็นเพื่อนเอง  สำหรับเพื่อนที่มีแฟนอยู่แล้ว ก็อย่าสวีทจนมดขึ้นล่ะ เดี๋ยวมดกัด อิอิ ไม่รู้จะอวยพรยังงัย ก็ขอให้สมหวังและมีความสุขถ้วนทั่วกันละกันนะ

    HaPpY Valentine Day

    February 06

    ตะรุเตา 2006

         ขอเริ่มต้นด้วยการบ่นก่อนเลยนะ เนื่องจากวันนี้เซงอารมณ์นิดหน่อย เพราะความโง่เขลาของตัวเราเองที่ไม่รู้เรื่องเลยว่า วันนี้มีสัมภาษณ์งานของธนาคารทิสโก้ ที่เราไปสมัครไว้เลยทำให้เราไม่ได้ไปสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์งาน เพื่อนก้อลืมบอก อารายกานเนี่ยเสียดายชะมัด สงสัยดวงเตะฝุ่นมันแรงจัด!!
         เรื่องต่อไป ก็เรื่องการไปแจมน้องๆปี3ที่พาปี2ไปรับน้องที่สตูล(เรียกง่ายๆว่าไปเจือก หุหุ) จะว่าไปแล้วการไปแจมกะพวกน้องๆครั้งนี้ มันยิ่งทำให้เราคิดถึงสมัยที่พวกเราอยู่ปี 2 มากขึ้นไปอีกเพราะคราวนั้นพวกเราก็ไปรับน้องกันที่สตูลเหมือนกาน แม้ว่าครั้งนี้เราจะผิดหวังนิดหน่อยที่ทัวร์หนนี้พาพวกเราไปเที่ยวน้อยจัง แถมยังได้ดำน้ำน้อยด้วย(ดำน้ำ2ที่เอง คราวก่อนไปดำตั้ง 7 ที่) ทิปนี้เราจึงได้ลงน้ำทะเลน้อยมากๆ แต่ด้วยความบ้าของผองเพื่อนปี 4 ที่ไปด้วยกันที่แม้จะไปกันเพียงแค่ 10 คน แต่ดูเหมือนว่าจะมันส์เกินหน้าเกินตาน้องๆเลยทีเดียว การเดินทางหนนี้จึงไม่เลวร้ายนัก
         ตามปกติแล้วเวลาไปรับน้องก็จะต้องมีการแบ่งพี่แบ่งน้องออกเป็นบ้านๆ พวกป้าๆลุงๆอย่างพวกเราจึงได้ถูกพวกน้องๆจัดให้อยู่บ้านพักคนชราไปโดยปริยาย (เป็นการตอกย้ำความแก่) พวกเราไม่ยอมรับความแก่นั้นจึงพยายามทำตัวให้กลายเป็นเด็กปี1 ซะงั้นแต่ทำยังงัยก็ทำไม่ขึ้น เหอๆ
         กลับมาคราวนี้ดำและเหนื่อยนิดหน่อย กลับมาถึงบ้านก็กลับมาดูรูปรับน้องตอนปี 2 แง้ๆๆๆ เสียดายอ่าทำไมไม่ไปที่นั่นที่นี่ตั้งหลายที่ แต่หนนี้ได้ไปหลีเป๊ะแหล่ะ ทะเลสวยมั่กๆ
         ส่วนรูปที่ไปเที่ยวมาหนนี้เราอัพเรียบร้อยแล้วนะ นี่แค่บางส่วนเท่านั้นยังมีอีกเยอะ หึหึ ไว้ค่อยเอามาลงใหม่เพราะแค่นี้ ก้อปาเข้าไป30กว่ารูปแย้วว ฮี่ๆๆ ค่อยๆดูละกานนะ
    January 31

    ซวยอีกแล้วครับท่าน

    หลังจากที่วันตรุษจีนตกบันได้ขาเคล็ดไปแล้ว วันต่อมา(หลังจากตรุษจีน)  หมวกกันน็อคหาย(อีกแล้ววจ้า) หวังว่าวันนี้คงไม่มีอารายอีกนะ พรุ่งนี้ต้องสอบโทอิคแล้ว แหล่ะ ไม่ได้อ่านเลย อังกฤษเลวร้ายมากๆๆๆ สงสัยจ่าย600บาท ได้เพียงเศษกระดาษแสดงผลสอบห่วยๆ ที่ไม่มีประโยชน์อารายแน่ๆ (ใครจาไปสอบแทนเราบ้าง รีบรายงานตัวด่วน!! จะได้จ่ายตังค์แทนเรา หุหุ) ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างออนเลยต้องทำรายงานตลอด และต้องเตรียมตัวไปเที่ยวสตูล เกาะตะรุเตา ดำน้ำดูปะการัง ตอนนี้ขอตัวไปช่วยเพื่อนทำงานต่อนะ ไม่งั้นคงได้กลับตี2 เหมือนเมื่อวานแน่ๆ (ใครว่างๆมาดูบรรยากาศอันครึกครื้นที่ลานsme คณะวจก.ได้จ้า ) อ่อ วันนี้ อวดรูปที่เพิ่งถ่ายกะเพื่อนๆวันนี้ดีฝ่า เปนงัยสวยๆหล่อๆกานทั้งนั้น
     
     
    January 30

    ซวยรับตรุษจีน(อีกแล้วววว)

    จำได้ว่าเมื่อวันตรุษจีนปีก่อน ก็ขี่มอไซด์ไปชนกะมอไซด์ด้วยกันขึ้นโรงพักไปหนนึงแล้วว มาปีนี้ก็มาตกบันไดต้อนรับตรุษจีนอีก ขอบอกว่าที่บ้าน ค่อยข้างถือทีเดียวว่าตรุษจีนเป็นวันเริ่มต้นปี จะพยายามให้เจอแต่เรื่องดีๆ เข้าไว้แต่ลูกสาวเจ้ากรรม นำเรื่องมาให้วันตรุษจีนอีกแล้ววววว (ขอโต๊ดดดดก๊าบบ ฮือๆๆ..)แต่ปีนี้ไม่เป็นอารายมาก คงเดินกระโผลกกระเผลกสักระยะ เวงกำจริง -_-' เพี้ยงขอให้ หายหวัด หายเดี้ยงก่อนเค้าจาไปรับน้องวันที่3 กพ.นี้เถอะนะ อุส่าห์ลางานทั้งหลายทั้งสิ้นไปหมดแล้ว ไม่งั้นไม่สนุกแน่ๆ สาธุ...........