Sarinna's profileKee-Kra-TooKPhotosBlogListsMore Tools Help

Welcome

Sarinna Saelee

Occupation
Location

Kee-Kra-TooK

Love is more than just saying " I Love You "
April 15

วันครอบครัว(ไม่)พร้อมหน้า

ไม่ได้เขียน Blog นาน ชักจะ เขียนไม่ถูกซะแล้ว ครบ 1ปีแล้วนะ ที่ช้านออกมาจากที่เฮงซวยอย่าง MovingMind
และการได้ SMS แสดงความยินดี ธนาคารกรุงไทยรับคุณเข้าร่วมงานในตำแหน่ง Manangement Trainee
ช่วงเวลาที่มีความสุข และ ทุกข์ใจ พร้อมๆกัน ช่วงที่แย่ที่สุดที่ช้านได้ผ่านมาครั้งนั้น ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี
และเกือบ 1 ปี เต็มแล้วนะ ที่ไม่ได้ เข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้ (ชักคิดถึงแล้วล่ะ)
เพียงแค่โหลดหน้าเวบขึ้นมา ก็นึกถึงสมัยปี 4 ที่วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่อัพ Space ทุกวันๆ
เขียน Blog แทบทุกวันเป็น Diary ส่วนตัวที่รวบรวมช่วงเวลาแห่งความสุขของช้านเอาไว้
 
วันนี้วันครอบครัวปีแรก ที่สมาชิกของเราไม่ครบคนซะแล้ว
เมื่อ 2 วันก่อน ช้านกลับบ้านมา พร้อมกับเห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง(ที่เอาไว้นอนเล่นชั้นล่าง)
ช้านตะลึง ความรู้สึกตอนนั้นมันตกใจ + ประหลาดใจ + ดีใจ เข้าใจว่าป๊ากลับมาแล้ววว (รู้สึกเหมือนใจพองโต)
เหมือนเวลาจะหยุดเดิน สักพักก็ตั้งสติได้
กี่      : อ้าว กลับมาแล้วหรอ
พี่ชาย : อืมม ....
กี่      : ตกใจหมด
พี่ชาย : ทำไม นึกว่าป๊าหรอ ?
 
แล้วช้านก็กลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง ใจมันแฟบลงทันตา เมื่อต้องรับรู้ความจริงอีกครั้ง
ป๊าไม่อยู่แล้วววว เข้าใจมั๊ยยย เมื่อกี๊แกดีใจอะไร ยังคิดว่าป๊าจะกลับมาหาแกอีกหรอ
 
เฮ้อ เหนื่อยใจจังเลย !! ที่ต้องคอยต่อสู้กับความคิด ความเป็นจริง ทั้งที่ในใจมันยังแอบปลอบตัวเองว่า
 
" ไม่จริงสักหน่อยยยยยยยย ป๊าไม่ได้ไปไหนนะ เดี๋ยวสักวันก็ได้เจอ "
 
ช้านคงใกล้บ้าแล้วล่ะ ใครก็ได้ ช่วยพาช้านไปปรึกษาจิตแพทย์ที !!!
 
ปล. แต่ฉันรู้สึกเหมือนมีป๊าอยู่ด้วยตลอดจริงๆนะ มันคงเป็นเพราะว่า ไม่ว่ากำลังทำอะไร หรือไปไหน
ทุกที่ ทุกสิ่ง ก็มีเรื่องราวของป๊าที่เกี่ยวข้องด้วยเสมอ ป๊าจึงมีชีวิตอยู่กับฉัน อยู่ในความทรงจำของฉัน ที่ไม่มีใครพรากจากฉันได้อีกแล้ว

เนื้อเพลง: เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป
อัลบั้ม: Soundshake
ศิลปิน: แคลช

ความเป็นจริงวันนี้แม้ทำให้เราต้องปวดใจ
แต่ฉันไม่ลืมภาพเธอได้เลย
เก็บอยู่ในหัวใจฉัน คิดถึงและเป็นห่วงเธอ
รักเธออยู่เสมอไม่เคยลบเลือน
วันเวลาจะหมุนไปนานแสนนานสักเท่าไร
อยากขอให้เธอมั่นใจสัญญา
จะอยู่รอที่ตรงนี้ ฉันรู้เธอไม่กลับมา
แต่ความรู้สึกจะไม่เลือนจากเธอ

เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป ไม่ว่าอีกนานแสนนาน
นานเท่าไรไม่ลืมเลือน
ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน
เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป
เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป
ไม่ว่าอีกนานแสนนาน นานเท่าไรไม่ลืมเลือน
ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน
เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป

ไกลห่างคนละฟ้า แต่ด้วยรักและศรัทธา
จะเชื่อมใจถึงกัน จะสัญญาด้วยหัวใจ
ไม่มีใครแทนเธอ เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป
ไม่ว่าอีกนานแสนนาน นานเท่าไรไม่ลืมเลือน
ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน
เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป
ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน
เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป...

August 17

ความซวยที่ไม่มีที่สิ้นสุด

หันมาดู spacesตัวเองในวันนี้ มันจะรู้รึป่าวนะ
ว่าตอนนี้เจ้าของมันเจอเรื่องราวต่างๆ มากมาย จนอัพ Blog ไม่ทัน
1 ปีที่ผ่านมา ฉันไม่ค่อยจะได้อัพเลย ไม่ช่ายว่าไม่มีเรื่องจะเขียนนะ
แต่มันมีเรื่องมากมาย จนฉันไม่รู้จะเขียนเล่าได้อย่างไรดี
มีเรื่องเศร้าต่างๆผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย นับวันมันก็เหมือนปูทาง
เพื่อที่ฉันจะได้เตรียมใจไปเจอเรื่องที่ร้ายแรงกว่านั้น
ตอนแรกตั้งใจไว้ว่า สักวันเดี๋ยวจะมาอัพเหตุการณ์ที่ทำงานนรกของฉัน
ที่อายเจ้านายแอ๊พแมนสุดนรกที่นามว่า อายเชี่ยกู้แห่ง MM(ชื่อย่อ)
โรงเรียนกวดวิชาชื่อเสียงงั้นๆในหาดใหญ่กะ แม่มันอายแก่นรกปากเสีย
ที่ฉันอยากสาปแช่งให้มันตายวันตายพรุ่งเหลือเกิน
ด้วยความที่ฉันคงหัวรุนแรงเกินไป ดื้อ ไม่ยอมคน ชอบเถียง ฉันจึงมีเรื่องราวบาดหมาง
กันบ่อยเหลือเกินกับเจ้านายเชี่ยๆ ตัวนั้น กับ แม่เชี่ยๆ ของมันที่นามว่า นางเสาวลักษณ์
ที่สั่งสอนกันมาให้เชี่ยตามกันและยังมีประชาสัมพันธ์ตอแหล เอาหน้า
ด้วยเพราะไม่มีปัญญาจะไปไหน จากวุฒิปวช.การมาทำงานที่นี่ของมันจึงเต็มไปด้วย
เกียรติยศสรรเสริญยิ่งนัก เพราะได้ทั้งเงินเดือนที่หมื่นกว่ามากกว่าวุฒิของมันเท่านึง
แถมไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมากมาย แค่ความสามารถในการตอแหล
ได้ถ้วยรางวัลอันดับหนึ่งของมัน มันก็ได้ความไว้วางใจและการเอาอกเอาใจสารพัด
ประดุจว่าคลานตามออกมาจากคอกเชี่ยๆของนางเสาวลักษณ์
ทุกวันที่ฉันทำงานที่นั่น ถ้าไม่นับวันที่ฉันได้สอนพิเศษเพียงอย่างเดียว
คือวันเสาร์-อาทิตย์ ไม่เคยมีวันใดที่ช้านมีความสุข รายละเอียดไม่ขอเล่า
เพราะมันมีเรื่องทุกวัน คนที่อยู่ใกล้ตัวฉันคงได้รับฟังเรื่องราวมามากพอแล้ว 
จนกระทั่งประมาณปลายเดือนมีนาคม ฉันถูกขอให้ลาออก ด้วยความโง่บัดซบของฉัน
ฉันจีงยอมเซ็นต์ใบลาออกอย่างง่ายดาย ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ฉันเสียดายครั้งที่1
มันให้ฉันออกจากเหตุผลที่น่าฟังมากๆ คือ ฉันเล่นเนตในเวลางาน
(หลักฐานคือการเช็คไฟล์ Cookie)ฉันเอาความเชี่ยของมันไปนินทา
ฉันไม่ขยันเหมือนเพื่อนร่วมงานอีกคนที่เพิ่งมาทำงานไม่นาน
แค่เอามาช่วยงานชั่วคราวจึงมีไฟแรงสูง
ต่างกับฉันที่มันเจอแต่เรื่องเชี่ยๆมาตลอด1ปี จนไฟมอด
มันผิดที่ช้านเลิกงานตรงเวลา ไม่เลิกดึกจนเกินหน้าที่เหมือนเพื่อนคนนั้น
ฉันผิดที่ฉันไม่ยิ้มแย้ม ช่างพูดคุย ไม่เถียง ยอมคนง่ายๆ เหมือนเพื่อนคนนั้น
ที่ยอมให้เกย์เชี่ยๆ แบบมันเอาเปรียบ ตอนนั้นฉันเสียใจมาก ร้องไห้อยู่หลายวัน
สูญเสียความมั่นใจในตนเอง คิดว่าตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน ไม่เอาถ่านเสียมากๆ
เค้าจึงอยากให้ฉันออกนัก ที่จริงเค้าไม่จำเป็นต้องให้ฉันออกเลย
เพราะอีกไม่กี่วันฉันกำลังจะลาออกอยู่แล้ว
ซึ่งมันคงรับรู้ได้เช่นกันว่าฉันจะลาออก มันจึงหาคนทำงานแทน
ฉันเรียบร้อย มันจึงไม่เดือดร้อนอะไรแล้ว หลังจากออกจากที่นั่นมาไม่ใช่ว่าเรื่องจะจบง่ายๆ นะ
แต่มันแค้นเหลือเกิน ถ้าฉันเขียนไปคงเป็นการตอกย้ำความแค้นของฉันมากไปกว่านี้
หลังจากนั้นเพียงสัปดาห์นึง ฉันก็ได้ข่าวว่าฉันผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานธนาคารกรุงไทย
ในตำแหน่ง Management Trainee ซึ่งนับเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับรอบปีนี้ ที่ผ่านมา
ทำให้ฉันต้องขึ้นลงกรุงเทพ-หาดใหญ่บ่อยมาก จนเงินสะสมฉันหมดไป บางคนอาจสงสัย
ว่าทำไมฉันถึงขึ้นลงบ่อยขนาดนั้น ภายใน 3 เดือน ฉันขึ้นลงกรุงเทพ-หาดใหญ่ ไป 5-6 เที่ยว
จะทำอย่างไรได้ ทางเลือกของฉันมันไม่มากนัก ฉันทุกข์ทรมานด้วยความเป็นห่วงทางบ้าน
ป๊าป่วยหนัก และทรุดลงอย่างรวดเร็วจากโรคมะเร็งปอด จนตอนนั้นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ภาระจึงหนักไปอยู่ที่ม๊า ที่ต้องดูแลงานบ้าน ค้าขาย
และแบกร่างที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ของป๊าในการทำธุระส่วนตัวต่างๆ
ฉันเองก็งี่เง่า ไร้ความสามารถ ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย
มัวแต่คิดว่าป๊าไม่ได้เป็นอะไรมาก
ยังร่อนเร่อยู่ในกรุงเทพตั้งหลายวันไม่รีบกลับไปดูแลป๊า
(และมันคือตราบาปในจิตใจของฉันจนทุกวันนี้)
แม้ตอนนั้นฉันจะเสียใจทุกข์ทรมานมากเพียงใด
แต่ตอนนี้มันก็คงเป็นเรื่องขี้ประติ๋วสำหรับชีวิตฉัน
เพราะ ตอนนี้ฉันเจอเรื่องที่มันเศร้ากว่านั้น มากมายหลายเท่านัก
วันที่ 24 มิถุนายน 2550 วันที่ฉันคงไม่มีวันลืมเลือนตลอดชีวิตนี้
วันที่ฉันสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของฉัน นั่นก็คือ ป๊าของฉันนั่นเอง
ป๊าจากไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งที่มันลุกลามไปส่วนต่างๆของร่างกายอย่างรวดเร็ว
จากปอดไปสู่กระดูก ไปสมอง ไปไต รวมระยะเวลาตั้งแต่รู้ตัวว่าเป็นโรค ก็ 7 เดือน
แม้หลังๆฉันพยายามทำใจล่วงหน้าเสมอมา แต่พอเอาเข้าจริงๆ
ฉันก็ยังไม่อาจรับความจริงได้เลยว่าฉันจะไม่ได้พบเจอป๊าของฉันอีกต่อไปแล้วจริงๆ
บางครั้งก็ยังคิดหลอกตัวเองว่า ป๊าไม่ได้ไปไหนเดี๋ยวป๊าก็กลับมา
ทั้งที่ในใจลึกๆมันก็ค้านกับความคิดเสมอว่า มันไม่มีวันนั้นอีกต่อไปแล้วว...
ทุกวันนี้ฉันยังคงเห็นรูปถ่ายป๊า รูปถ่ายที่ฉันคัดเลือกเองเพื่อนำไปขยายเป็นรูปใหญ่
วางไว้ในงานศพของป๊า ซึ่งก็คือรูปถ่ายในวันงานรับปริญญาของฉัน
รูปที่ป๊ายืนอยู่ข้างๆฉันหน้าลานพระบิดา ก่อนหน้าวันที่ป๊าจะรู้ตัวว่าตัวเองเป็นมะเร็งได้ 2เดือน
ก่อนวันที่ป๊าจะเสียไป ประมาณ 9 เดือนในรูปป๊ายังคงดูหนุ่ม ยังสดใส แข็งแรงดี
ตอนนี้รูปถ่ายนั้นถูกวางไว้ที่โต๊ะบูชา ให้ฉันได้เห็นหน้าผู้ชายที่เท่ห์และหน้าตาดีที่สุดในสายตาฉัน
มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าป๊ายังอยู่กับฉันไม่จากไปไหน ไม่ว่าไปที่ไหน
ไม่ว่าจะทำอะไร ฉันก็มักนึกถึงภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่มันเกี่ยวข้องกับป๊า ป๊าชอบดูหนังจีนกำลังภายใน
แม้ฉันจะไม่ค่อยดู ฉันคงต้องดูตามป๊าไป ตอนนี้ไม่มีป๊าจึงไม่ค่อยได้ดูหนังจีนกำลังภายในอีกเลย
ป๊าชอบปั่นจักรยานไปทั่วเมืองหาดใหญ่ เพราะขี่มอเตอร์ไซต์ไม่เป็น ป๊าเป็นคนเฮฮาชอบเล่นชอบแหย่
กับคนรอบข้าง ป๊าเป็นคนขยันไม่อยู่นิ่ง ป๊าไม่ค่อยบ่น ไม่ค่อยด่า ใจดีกับเราเสมอแม้ว่าฉันจะหนีเที่ยว
ฉันจึงไม่ค่อยกลัวป๊าเลยตั้งแต่เด็ก ป๊าเป็นคนแข็งแรง ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นป๊าไม่สบายเลย
เพิ่งมาเห็นก็ตอนป๊าเป็นมะเร็ง ป๊าเป็นคนอดทนแม้จะป่วยหนักในวาระสุดท้ายของชีวิต
ป๊าก็ไม่เคยบ่น ไม่หงุดหงิด ไม่พาลใส่คนรอบข้าง จึงดูไม่เหมือนคนป่วยหนักเลยสักนิด
 แถมยังขอโทษแม่ของเราที่ป๊าทำให้ต้องลำบากมาดูแล
ทุกวันนี้ฉันก็ยังคงเศร้าอยู่ ขณะที่กำลังเขียนอยู่น้ำตาฉันก็พาลจะไหลให้ได้ 
  2 เดือนแล้ว ที่ป๊าหนีไปอยู่กับพี่สาวของฉัน หวังว่าคงสุขสบายดีนะ
ฉันเชื่อว่าป๊ายังคงมองฉันอย่างเป็นห่วงอยู่ และจะเป็นกำลังใจให้ฉันตลอดไป
สักวันนึงเราคงจะได้พบกัน อีกไม่กี่สิบปีก็ต้องถึงคิวของฉันที่จะตามไปเจอ
.....ณ ดินแดนสักแห่งในภพนี้
 
ปล. แม้แต่ในช่วงงานศพป๊า สัตว์เดรัชฉานที่ชื่อนางเสาวลักษณ์ ยังคงพูดจาทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง
หลังจากที่มันทราบข่าวการเสียชีวิตของป๊าจากพี่ร่วมงานที่เก่าที่ฉันสนิทด้วย มันหาว่าฉันบอกข่าวเนื่องจาก
ฉันอยากได้เงินทำบุญสวะ 100 บาท จากมัน ซึ่งเงินที่ได้รับมาจากมัน แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย
แถมยังนินทาไม่เลิกลับหลังฉันอีกซึ่งฉันคิดว่าฉันจบไปนานแล้ว ไม่ได้ข้องเกี่ยวกันอีกจะหาเรื่องกันทำไม
ซึ่งพี่ที่นำมาเล่าไม่ได้เล่าต่อเนื่องจากเห็นฉันเศร้ามากพอแล้ว
ดังนั้นฉันจึงฝากประชาสัมพันธ์ต่อด้วยว่า ถ้าคุณไม่อยากโรคจิต ประสาทเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
คุณอย่าเอาชีวิตไปข้องเกี่ยวกับที่ทำงานบัดซบอย่าง MM เด็ดขาด
ใครมีลูกมีหลานมีน้อง ก็อย่าให้ไปเรียนเลยโรงเรียนเฮงซวยแบบนั้น ครูดีๆ ตอนนี้ลาออกหมดแล้ว
เหลือครูคุณภาพด้อยๆ ที่ไม่มีาทางไป เท่านั้น เพราะชื่อเสียงเชี่ยๆ ของมันกระฉ่อน ตอนนี้ที่โรงเรียนกวดวิชา
มันยังอยู่ได้ก็เนื่องจากบุญเก่า ชื่อเสียงเก่าที่ครูดีๆ เคยทำเอาไว้ ถ้าไม่อยากเสียเงินแพงๆโดยเปล่าประโยชน์
ก็อย่าให้ไปเรียนเลย สาธุ 
March 09

จากสิมิลัน ------>สู่หมู่เกาะสุรินทร์

"เมื่อมีเปรียบเทียบ จึงเกิดความแตกต่าง"
 จริงๆ ฉันว่าถ้าเราไม่เปรียบเทียบ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะเหมือนๆกันหมด
ไม่มีอะไรดีกว่า ไม่มีอะไรแย่กว่า ให้รู้สึกแย่ๆ กานไป
แต่ยังงัยฉันก็ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ไม่สามารถหลุดพ้นจากการเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ รอบตัว
ดังนั้นรอบนี้ฉันจึงอดเปรียบเทียบไม่ได้ ระหว่างทริปสิมิลัน กับ ทริปหมู่เกาะสุรินทร์

หมู่เกาะสิมิลัน VS หมู่เกาะสุรินทร์

1. สมาชิกที่ไปด้วย

นี่ก็เป็นปัจจัยสำคัญเหมือนกันนะ ไม่ว่าโปรแกรมทัวร์จะวางแผนมาอย่างดีเพียงใด
สุดท้ายทริปนั้นจะสนุกหรือไม่สนุกมันขึ้นอยู่กับลูกทัวร์ช่วยกันสร้างสรรค์

2. โปรแกรม-สถานที่ท่องเที่ยว

แม้ว่าสมาชิกที่ไปด้วยจะสำคัญ แต่สถานที่ที่จะไปนั้น
 ก็นับว่าเป็นแรงจูงใจและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
ถ้าหากเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ ย่อมมีแรงดึงดูดที่มหัศจรรย์ที่ดึงดูด ให้ผู้คนจำนวนมาก
( ทั้ง 2 ทริปฉันมีเพื่อนร่วมทาง 10 กว่าคน )มารวมตัวกานอย่างพร้อม เพรียง
ซึ่งประเด็นนี้ จากที่ฉันได้ไปเห็นด้วยสองตาฉันเอง ฉันให้เทใจให้คะแนนความสวยงามของหาดทราย
น้ำทะล ปะการัง ทิวทัศน์ และ ฝูงปลาไปทางหมู่เกาะสิมิลัน 10 คะแนน หมู่เกาะสุรินทร์ 8 คะแนน

3. Service ของไกด์

รู้สึกว่าทริปนี้ ไกด์จะขี้เกียจไปหน่อยนะแถมได้ข่าวมาจากฝนว่า
พี่ไกด์คนนี้เพิ่งนำเที่ยวกรุ๊ปเราเป็นกลุ่มแรก แม้แต่ชื่อสถานที่ท่องเที่ยวยังไม่รู้จักบอกให้ไปถามมอแกน
(แล้วมันจะยึดอาชีพไกด์ทำไมฟ่ะ) แถมพาไปดำน้ำน้อย ปล่อยช้านกลับที่พักตั้งแต่
บ่าย3 พาไปดำน้ำแต่ละที่ก็ปะการังตายเกลี้ยง ไม่มีแนะนำสถานที่
(คงเป็นเพราะมันก็ไม่รู้จัก) เทียบกับสิมิลัน พี่ไกด์ดูแลเราดีมากๆเลย พวกเราขออะไร ก็ จาจัดห้ายยคร๊าบบบบ

4. ช่วงวัน-เวลาที่ไปเป็นวันหยุดยาว

เนื่องจากทริปหมู่เกาะสุรินทร์คราวนี้ไปกันตรงกับวันหยุด 3 วัน จึงทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเยอะมาก
ได้ข่าวมาแว่วๆ ว่า ช่วงวันที่ 3-5 มีนาคม 2550 มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมหมู่เกาะสุรินทร์นับ 1,000 กว่าคน
ทำให้บรรยากาศแบบชายหาดส่วนตัวแบบทริปสิมิลันหายไป กลายเป็นเข้าค่ายทหาร กักกันซะ

5. สปีดโบ๊ท-เรือหางยาว

มีคนนึงในทริปฉันนี่ล่ะ เค้าบอกว่า เค้านั่งสปีดโบ๊ทแล้วเมาเรือ ส่วนฉัน
ฉันว่าไปกะสปีดโบ๊ทเหอะ เพราะทริปนี้ฉันนั่งเรือกันทั้งวันเลย
(ระหว่าง 3 วันนี้ ใช้เวลาอยู่บนเรือหางยาวนานมากกว่าจะถึงจุดดำน้ำ)

6. ความอยากไป การเตรียมตัว

เหมือนกับว่าปีก่อนทริปสิมิลัน ฉันตื่นเต้นอยากไปมากๆเลย ส่วนปีนี้กลับชิวๆ

7. ความพร้อมของร่างกาย

ทริปนี้ฉันดันไม่สบายระหว่างทริปด้วย (ท้องเสีย+เป็นไข้วันที่ 2 ของการเที่ยว)
บอกได้คำเดียวว่าหมดแรง..... ม่ายหว๋ายยยยยยย เลยยยย ไม่สบายตอนไปเที่ยวนี่ มันแย่จริงๆ เลยนะ

8. อาหาร-ที่พัก

ความประทับใจสุดๆในทริปสิมิลัน ที่ฉันจำได้ไม่ลืมคืออาหาร เพราะว่ามัน อร่อยมากกๆๆๆ
แถมที่พักก็ ติดทะเล ใกล้ๆ จุดที่ขึ้นเรือ ส่วนทริปหมู่กาะสุรินทร์ทำเราท้องเสีย TT_TT
ส่วนที่พักของหมู่เกาะสุรินทร์ (หาดไม้งาม) ห่างจากจุดที่ลงเรือ 200 เมตร
เดินหิ้วของกานเหนื่อย (โดยเฉพาะตอนขากลับ ฉัน ไม่สบายยยยน๊า แบบว่าหมดแรง)

9. อุปสรรคในการเดินทาง

ตั้งแต่ตอนนั่งเรือเฟอร์รี่ตอนขาไปแล้ว เรือเสียจอดนิ่งกลางทะเล
เจอตำรวจน้ำมาตรวจ นั่งกานกว่าจะถึงเกาะ 4 ชม. กว่าๆ เซงกานไปเยย
แถมเรือเล็กที่ช้านนั่งไปดำน้ำก็มักช้ากว่าเรือลำอื่นอยู่เสมอๆ (มันอะไรกานเนี่ย)



นี่เป็นแค่การเปรียบเทียบจากประสบการณ์ของฉันเท่านั้น ถ้ามีโอกาสฉันก็อยากกลับไปอีกสักครั้ง
ฉันเชื่อว่าหมู่เกาะสุรินทร์สวยไม่แพ้สิมิลันแน่นอน เพียงแต่ว่ารอบนี้มันมีหลายปัจจัย หรืออาจเป็นเพราะดวงฉันไม่ดีเอง
ไว้รอบหน้า นายต้องแก้ตัวแล้วนะ ฉันจะให้โอกาสนายอีกแค่หนเดียวเท่านั้น “หมู่เกาะสุรินทร์”

February 17

รักนี้...ไม่กล้าบอกเธอ

เพลง: รักเธอ
ศิลปิน: โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

เคยไหมบางทีที่เธอต้องการพูดอะไรออกไป
เคยไหมบางทีคำพูดมันไม่ยอมตรงกันกับใจ
ทั้งที่พยายามและไม่ว่าจะเตรียมตัวสักขนาดไหน
เหมือนฉันอย่างที่กำลังเผชิญหน้าความเป็นจริง
และถึงแม้ข้างในพยายามพูดออกไปให้หมดทุกสิ่ง
อย่างที่ตั้งใจ
 
แต่(ว่า)มันก็เหมือนเคย ไม่ว่าจะเปิดเผยสักเท่าไหร่
เมื่อต้องพูดคำนั้น เสียงฉันมันก็หายไป
 
อ่านปากของฉันนะว่า........อยากจะพูดอีกครั้งว่า........
และจะเป็นอย่างนี้ กับเธอไม่ว่านานสักเท่าไหร่
ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะรักใคร ไม่ต้องห่วงว่าฉันเปลี่ยนหัวใจ
ฉันจะเป็นแบบนี้ จะ........ตลอดไป
 
ฉันรู้ดีว่าบางทีมันก็ดูเหมือนน่ารำคาญ
แต่ฉันจะพยายามที่จะพูดออกไปให้หมดทุกสิ่ง
ให้หมดทั้งหัวใจ
 
แต่(ว่า)มันก็เหมือนเคย ไม่ว่าจะเปิดเผยสักเท่าไหร่
เมื่อต้องพูดคำนั้น เสียงฉันมันก็หายไป
 
อ่านปากของฉันนะว่า........อยากจะพูดอีกครั้งว่า........
และจะเป็นอย่างนี้ กับเธอไม่ว่านานสักเท่าไหร่
ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะรักใคร ไม่ต้องห่วงว่าฉันเปลี่ยนหัวใจ
ฉันจะเป็นแบบนี้ จะ........ตลอดไป
 
จะย้ำในคำๆนี้ ว่ารักเธอ ไม่ยอมรักใคร
 
====================================

อันนี้คิดเล่นๆ สมมุติสถานการณ์ว่ามีคู่รักคู่หนึ่ง
ผู้ชาย: เอ่อ.....ผม  แบบว่า......ผม..........
ผู้หญิง: อะไรหรอคะ
ผู้ชาย: เอ่อ ผมพูดไม่ออกครับ ลองอ่านปากของผมนะว่า..........
ผู้หญิง: -- -- "  ??? อะไรหว่า??
ผู้ชาย: อ่า...อ่านปากไม่ออกหรอครับ  งั้นพูดอีกครั้งนะครับว่า.......
ผู้หญิง: เพี๊ยะ.... (ตบหน้าผู้ชายไป 1 ฉาด) นี่นายด่าช้านเรอะ
ผู้ชาย: แป่วววว เข้าจายยยผิดแย้ววววววว  -_-''

ไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ้างรึป่าวนะในชีวิตจริง
แต่มันดูขัดใจพิลึกเหมือนกันนะ เมื่อไหร่มันจะพูดสักทีเนี่ยย
มัวมาให้อีกฝ่ายนั่งอ่านปาก แล้วชาตินี้ มันจะรู้เรื่องกันมั๊ย
มีคนเคยถามฉันว่า "ผู้หญิงถ้าหากไม่ได้ว่ารักออกไป
เค้าจะไม่มีทางรับรู้ได้เลยหรอ ว่าผู้ชายเค้าคิดยังงัย"
ฉันคิดว่า ผู้หญิงก็คงพอจะรู้ตัวบ้างแหล่ะ แต่อาจเป็น
วัฒนธรรมหรืออะไรบางอย่างที่สอนให้ผู้หญิงสงบเสงี่ยมจียมตัว(รึป่าวหว่า)
เลยทำให้ถึงแม้ว่าพอจะรู้ตัว แต่ก็ยังไม่กล้าสรุป กลัวว่าจะคิดไปเอง
กลัวว่าจริงๆ แล้ว เขาอาจจะทำแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนก็ได้
แบบว่าบังเอิญเขาอาจเป็นสุภาพบุรุษ ใจดีกับ(ผู้หญิง)ทุกคน
ขืนคิดไปเอง ก็ดูเหมือนว่าหลงตัวเองสิ ..(มารู้ทีหลังเสียฟอร์มแย่ :P )
อีกเรื่องที่มักมาควบคู่กับคือ ต่างฝ่ายต่างฟอร์มจัด
ต่างคนต่างคิดว่าอีกฝ่ายเค้าคงไม่มองเราหรอก ถ้าฉันบอกออกไป
เค้าอาจเกลียดจนไม่ยอมคุยกับฉันไปเลยก็ได้ จนทำให้มีอุบัติเหตุของความรักเสมอๆ
เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้บ้างรึป่าว ต่างคนต่างรัก แต่ไม่กล้าเปิดเผยความในใจออกไป
จนอีกฝ่ายถอดใจไป มันน่าเสียดายออกนะ  ฉันว่าแบบนี้สู้อกหักไปเลยให้รู้แล้วรู้รอดยังจะดีซะกว่า ว่าป่ะ
 
หากรักใคร ก็รีบๆ บอกเค้าไปเหอะนะ ขอเป็นกำลังใจให้แค่คนที่มีความรัก....ขอให้สมหวังในความรักทุกคน สู้เค้า ทาเคชิ!!
 
อยากเห็นโลกนี้มีแต่คนรักกัน
 
"ใครจะไปคิดเอาเอง ว่าเธอนั้นมีใจ ง่ายเกินไป เหมือนว่าหลงตัวเอง
เอ่ยไปเลยว่ารัก ไม่ต้องเกรงใจใคร จะยากอะไร แค่บอกว่าฉันรักเธอ"
 
October 21

วันรับปริญญา

ConGratulation สัญลักษณ์ของความพากเพียรเรียนมา เกือบ 20 ปี
ไม่ได้อัพนานแล้วนะเนี่ย ขอมาอัพย้อนหลังหน่อย หลังจากเอารูปมาปล่อยในเสปซ
ให้ท่านๆที่request กานว่าให้เอารูปมาโชว์หน่อย อิอิ
รู้สึกว่างานรับปริญญาหนนี้เรื่องเยอะเหมือนกานนะ

เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 16 ก.ย. 46
วันที่เพื่อนๆ เริ่มจะทยอยๆ ลงมากันเกือบพร้อมหน้าพร้อมตา
พร้อมทั้งการนัดเที่ยวกันล่วงหน้าเกือบเดือนสำหรับวันนี้ ก็เกิดเหตุการณ์วางระเบิดใกล้ๆมังกี้ผับ
(ซึ่งเป็นผับที่ไปกันบ่อย)แต่ดีนะ ที่อายกบมันเบื่อมังกี้ซะก่อน จากความที่มันไปบ่อย
มันเลยยืนกรานว่าจะไปชูการ์บีท เท่านั้น ทุกคนจึงปลอดภัยครบ 32 ประการดี 555+
แต่จากเหตุการณ์วางระเบิดนี่เอง ทำให้การเที่ยวในวันนั้นจึงกร่อยๆ จากความเป็นห่วงของทางบ้าน

วันอาทิตย์ที่ 17 ก.ย.
กลางวันไปทำงานตามปกติ ตกเย็นก็ไปเลี้ยงที่บ้านขวัญกาน และนั่งเล่นไพ่(อีกแระ หุหุ)

วันจันทร์ที่ 18 ก.ย.
วันแรกของการลาหยุด วันนี้เลยนอนตุนซะเต็มอิ่มเลย แล้วก็ไปเอาชุดครุย ตบท้ายด้วย
ไปงานเลี้ยงกันเองของเอกการเงินที่ต้นตาล (เงินเอกเหลือ)

วันอังคารที่ 19 ก.ย.วันซ้อมย่อย
ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศการพบปะเพื่อนเก่าพูดคุย Happy สุดๆ
ทำให้นึกถึงตอนสมัยเรียนเลย สงสารพวกชื่อหลังๆ ที่ต้องเดินขึ้นเดินลงจากชั้น1-3 ตอนซ้อมรับของคณะ
(ที่จริงเราก็ต้องเป็นแบบนั้น แต่ดีนะที่ได้เกียรติ์นิยมอันดับ2 เลยได้อยู่หน้าๆ เดินนิดเดียวถึง หุหุ)
 และแล้วในคืนนั้นเหตุการณ์ปฏิวัติก็เกิดขึ้น และมีข่าวการกู้ระเบิดในมอ.
จนทำให้เรานอนดึกไปด้วยข่าวลือว่าเค้าคงจะเลื่อนวันรับปริญญาออกไป
และด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเรานั่นเอง

วันพุธที่ 20 ก.ย. วันซ้อมใหญ่
โอ๊ยยย เพิ่งได้นอน 2 ชั่วโมงเอง ต้องตื่นแล้วหรอ ฮือๆๆ ปรากฏว่า เมื่อวานได้นอนตอน ตี 1 ครึ่ง
ตื่น ตี 3 ครึ่ง เพื่อไป แต่งหน้าที่โรงแรม city park ที่เพื่อนของอายฝนพักอยู่ เนื่องจากเราไปแต่งหน้ากับพ่สาวของเพื่อนอายฝน
ซึ่งคิดค่าแต่งหน้าถูกมากๆ 350 บาทเท่านั้น หุหุ แต่วันซ้อมนี่ เค้าไม่ได้กันคิ้วให้ ผลก็คือ กลายเป็นชินจังเลย (คิ้วหนาเยยง่ะ)
ระหว่างที่อยู่ในห้องประชุม ก็มีอาการปวดหัว คลื้นไส้ อ่อนเพลียไปตามเรื่อง จนสุดท้ายก็หลับจนปวดคอไปเลย
(เหลือเชื่อว่าหลับไปได้งัยเก้าอี้แข็งๆ หลับลำบากโคด) กลับมาบ้านก็หลับเป็นตายตอนเย็นไปอีก 1 รอบ ตื่นมาเล่นเนต แล้วนอนต่อตอนเที่ยงคืน

วันพฤหัสที่ 21 ก.ย. วันรับจริงแล้ว
วันนี้ตื่นตี 3 ครึ่งเหมือนเดิม แต่ได้นอนมากกว่าเดิมเป็น ได้นอน 3 ชั่วโมงครึ่ง (ยังไม่นับที่นอนตอนหัวเย็น)
นับว่าเป็นวันที่วุ่นวายอีก 1 วัน กว่าจะเจอญาติ ก็ปาเข้าไปเกือบเข้าหอประชุมแหน่ะ เพราะเราต้องเข้าหอประชุมตอน 10 โมง กว่าจะเจอที่บ้านกะ ปาเข้าไป 9 โมงแย้ว แล้วกล้องถ่ายรูปเจ้ากรรม ก้อ ดันแบตเสื่อมทำให้ถ่ายรูปไม่ซะใจเลย ฮือๆ ดีนะที่ไปพลอยกล้องเพื่อนๆ เอาไว้ รวมๆ แล้วทั้งหมดก็ประมาณ 200-300 รูปได้แหล่ะ น้อยป่าว เหตุการณ์ในหอประชุมวันนี้นั่งกันทรมาณมากๆเลย ตั้งแต่ 10โมงไปจน 5 โมงเย็นข้าวปลาไม่ตกถึงท้องตั้งแต่เช้า มีเพียงขนมปังที่เค้าแจกให้ในหอประชุมกับน้ำ แต่ก็แปลกนะที่วันนั้นไม่ค่อยหิว(หรือหิวจนหายหิวก็ไม่รู้)รอจนหายตื่นเต้นไปเลย ภาพตอนเอางานคงหน้าเอ๋อน่าดู มีเพื่อนบางคนเอางานผิดด้วย ส่วนเราถอนสายบัวผิดซะงั้น 55++
 จบท้ายวันนั้นด้วยการไปกินข้าวกานที่ร้านอะไรแล้วหว่า จำชื่อไม่ได้ แต่บรรยากาศดีมากเลย แถมเบาะโคดนิ่ม จนเกือบทำให้เราหลับในร้านไปเลย

วันศุกร์ที่ 22 ก.ย.  วันรับจริงของคณะอื่น
คราวนี้ถึงตาเพื่อนแล้ว ที่จริงตั้งใจจะไปถ่ายรูปด้วยนะ แต่โทษทีง่ะ ตื่นไม่รอด เหอๆ ตอนจนเที่ยง แล้วลุกขึ้นแต่งตัวเข้าไปถ่ายรูปเล่นกะเพื่อนๆ ในมอ. ได้เห็นภาพพระบิดาที่ไม่มีคนแย้วว กิกิ
 
**สุดท้ายแล้วงานรับปริญญาของมอ.คราวนี้ วุ่นวายดีจริงๆ เค้าจึงเรียกรุ่นเราว่า "บัณฑิตรุ่นระเบิดและปฏิวัติ" ภูมิใจนะเนี่ย แต่ก็มีความสุขมากๆ เลย เนื่องจากงานรับปริญญาคราวนี้ทำให้เราได้รับของขวัญมากมายแม้ว่าเราต้องเสียค่าใช้จ่ายทุกอย่างเองหมดเป็นจำนวนเงินหลายบาทเหมือนกัน แต่ก้ยังกำไร เพราะเราได้ทองจากม่าม๊า+ปะป๊า ได้นาฬิกา จากน้องๆในสายรหัส ได้รับกระเป๋าตังค์จากพี่อูน ได้รับของขวัญ+ช่อดอกไม้+อั่งเปา จากบรรดาญาติๆ เพื่อนๆ และน้องๆแถมรอบนี้ญาติเรามาเยอะใชได้เลย Happy สุดๆ เลยก๊ะ ถือเป็นช่วงที่มีความสุขมากๆ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเลยล่ะ **
 
ปล.1 หลังจากงานรับปริญญาก็มีงานแต่งงานของญาติเราอีก ในวันจันทร์ ทำให้รวมแล้ว เราลาหยุดงานไป 6 วัน คือตั้งแต่ จันทร์ที่ 18-25 ก.ย. เหมือนปิดเทอมไป 8 วัน หุหุ หยุดจนหมดแรงทำงานเลย

ปล.2 ในสัญญาระบุว่าเราสามารถลาหยุดไม่ว่ากรณีเชี่ยอะไรก็ตาม 10 วันตลอดสัญญา (15 เดือน) แย่แระ เราเหลือแค่ 4 วันถ้าเราเป็นอีสุกอีใสเราจะได้นอนพักแค่ 4 วัน แล้วหลังจากนั้นเราจะไปแพร่เชื้อ  55++
October 13

***Have you found one yet?***

***Love is searching for another heart.***

***Just follow your heart and you will find one.***


ตามหัวใจของคุณไป...


และแล้ว... คุณจะได้พบหัวใจของใครสักคน

 

แด่...ทุกคนที่กำลังสับสนในความรัก

จงใช้หัวใจนำทางคุณไป....

หากคนนี้ยังไม่ใช่ ไม่เปนไรหาใหม่

สักวันต้องเจอคนที่ใช่แน่นอน...

เป็นกำลังใจให้กับนักสู้ทุกคน...

July 05

ธนาคารกรุงเทพ VS MovingMinds

 
 

 

 

 

ธนาคารกรุงเทพเรียกเราไปทำงานแหล่ะ ตำแหน่งเทลเลอร์

แต่เราบอกเค้าไปว่า เราติดสัญญาทำงานที่MovingMinds

ครั้งหนึ่งอยากทำงานธนาคารมากๆๆๆและไม่อยากทำงานที่

 MovingMindsเลย แต่ตอนนี้กลับต้องมา

ปฏิเสธงานที่เคยอยากทำมากที่สุด

และทำงานที่คิดอยากทำเป็นที่สุดท้าย แปลกดีแฮะ!

เราตัดสินใจถูกป่าวหว่าที่ปฏิเสธไป?

เพื่อเงิน เพื่อความก้าวหน้า ความมั่นคง หรือเพื่อความถูกต้อง

สิ่งไหนควรทำ หรือไม่ควรทำ ?

เราอยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร

แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้เลย....